หลักการดูแลผู้สูงอายุในบ้านให้ห่างไกลจากไวรัส COVID-19

การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ

COVID-19 เป็นเชื้อไวรัสชนิดร้ายแรงที่ยังหาทางรักษาได้ยาก เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ส่งผลทำลายเนื้อปอด ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ง่าย โดยเฉพาะหากติดเชื้อในผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี ที่มักมีโรคประจำตัว เช่น ความดัน ไขมันสูง เบาหวาน ซึ่งทำให้ร่างกายอ่อนแอ และมีความเสื่อมถอยของร่างกายอยู่แล้วด้วย ก็จะยิ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องช่วยกันป้องกันให้ห่างไกลจากโรคนี้

องค์การอนามัยโลกได้แนะนำอย่างไรสำหรับการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ

ต้องล้างมือบ่อย ๆ : การล้างมือที่ดีต้องล้างตามซอกนิ้ว ข้อมือ จนมาถึงข้อศอกด้วยน้ำสบู่นานต่อเนื่อง 20 วินาทีหรือเท่ากับการร้องเพลง Happy Birthday 2 รอบต่อกัน ก่อนที่จะล้างอีกครั้งด้วยน้ำสะอาดในเวลา 20 วินาทีเช่นกัน หลักการนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการลดปริมาณของเชื้อที่อยู่บนร่างกาย แต่หากอยู่ในระหว่างการเดินทางนอกสถานที่ก็สามารถใช้เจลแอลกอฮอล์แทนได้

หลีกเลี่ยงการใช้มือเปล่าไปสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ : ไม่ว่าในพื้นที่สาธารณะ หรือเหรียญเงิน ธนบัตร เพราะอาจจะได้รับอนุภาคไวรัสจากผู้ป่วยที่ยังตกค้างอยู่หลังจากการแพร่กระจายออกจากร่างกายได้หลายชั่วโมง ซึ่งเมื่อมือที่มีการติดเชื้อไปหยิบจับอาหารรับประทานเข้าปาก หรือเอามือไปลูบหน้าลูบตา ก็จะทำให้เกิดการติดต่อของเชื้อนี้ได้

งดการพาผู้สูงอายุไปออกกำลังกายในที่สาธารณะ : ในระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่ประกาศเป็นช่วงเฝ้าระวัง ขอให้งดการรวมตัวกันในที่ที่มีคนเยอะเป็นการชั่วคราว เช่น ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า วัด สถานที่ท่องเที่ยว ตลาดนัด ฯลฯ เพราะเป็นจุดที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อทั้งจากคนไทยด้วยกันเอง และชาวต่างชาติที่อาจมีเชื้อนี้อยู่ในร่างกายได้

ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ให้บ่อยขึ้น : ทั้งเสื้อผ้า จานชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ ไม้เท้า ฯลฯ ล้วนต้องเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาด ด้วยการเช็ดแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป หรือการใช้น้ำยาฆ่าเชื้ออื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

หลีกเลี่ยงการใช้บริการรถเมล์ เรือ รถตู้ รถไฟฟ้า ฯลฯ : เพราะเป็นยานพาหนะที่มีคนจำนวนมากหมุนเวียนกันใช้ อาจจะทำให้เกิดการได้รับเชื้อเข้าไปโดยบังเอิญได้

หากมีโรคประจำตัวที่ต้องใช้ยาจากโรงพยาบาล : ควรติดต่อโรงพยาบาลว่า สามารถหาซื้อยาเหล่านั้นที่ร้านขายยาแทนชั่วคราวได้หรือไม่ หรือให้ทางโรงพยาบาลจัดยาเดิมและส่งทางไปรษณีย์มาที่บ้านแทน เพื่อลดความเสี่ยงได้รับเชื้อจากโรงพยาบาล

ญาติต้องหมั่นพูดคุยกับผู้สูงอายุ : เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้ และป้องกันไม่ให้มีปัญหาสุขภาพจิตจากความเครียด ที่ผู้สูงอายุไม่สามารถเดินทางไปไหนหรือพบปะเพื่อนฝูงได้อย่างเคย ทั้งยังอาจมีความเครียดจากข่าวสารที่ได้รับรอบตัวด้วย

การระบาดของเชื้อ COVID-19 เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องไม่นิ่งนอนใจและไม่ควรประมาทในการดูแลทั้งสุขภาพตัวเองและผู้สูงอายุในครอบครัว พร้อมกันนั้น ก็ควรติดตามข่าวสารจากรัฐบาลเพื่อการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามสถานการณ์ต่อไป

หลักการดูแลผู้สูงอายุในบ้านให้ห่างไกลจากไวรัส COVID-19

เหตุผลที่สุขภาพนำพาความสำเร็จทางด้านการเงิน

เหตุผลที่สุขภาพนำพาความสำเร็จทางด้านการเงิน

สุขภาพกับเงิน หากเลือกได้คุณคิดว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกอะไรก่อน แน่นอนผู้คนมักจะเลือกเงินเพราะได้เข้าใจว่าเงินสามารถนำพาในสิ่งที่ต้องการได้ทุกอย่างจนลืมไปว่าสุขภาพต่างหากที่นำพาความสำเร็จทางด้านการเงิน ทำให้มหาเศรษฐีหรือนักธุรกิจที่เป็นเจ้าของอาลีบาบา ชื่อว่า แจ๊ค หม่า มีการกล่าวไว้ว่า คนกับลิงมีความแตกต่างกันเพราะถ้าได้วางเงินกับกล้วย ลิงจะเลือกกล้วยก่อนเพราะลิงไม่ทราบว่าเงินเป็นวัตถุที่สามารถแลกไปซื้อกล้วยอย่างมากมาย การที่ได้กล่าวไว้เพื่อให้เห็นว่าลิงยังเลือกสุขภาพก่อนสิ่งอื่น ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอกเหตุผลทำไมสุขภาพจึงนำพาความสำเร็จทางด้านการเงิน ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

ทำไมสุขภาพจึงนำพาความสำเร็จด้านการเงิน

สร้างรายได้กลับคืนมาใหม่ได้ตลอด

การแพทย์ได้มีความเชื่อว่า หากมีการดูแลสุขภาพอย่างดีอยู่แล้ว เมื่อไหร่ที่ประสบปัญหาทางด้านการเงินไม่ว่าจะเป็นสาเหตุอะไรก็ตาม แล้วทำให้เงินที่มีอยู่ได้หมดไป แต่เรื่องเงินหมดไม่ใช่ประเด็นของปัญหา ถ้ามีร่างกายที่แข็งแรงเพราะสามารถหารายได้กลับคืนมาได้ตลอด ในทางตรงข้าม หากมีเงินหมื่นล้าน พันล้านหรือแสนล้านหรือมีสมบัติอย่างมากมาย หากป่วยถึงขั้นนั่งรถเข็นหรือเป็นผู้ป่วยติดเตียง ไม่ว่าจะใช้จ่ายอะไรก็ไม่มีความสุขและยังไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีกลับมาได้ แสดงให้เห็นว่า สุขภาพที่ดีแพงกว่าเงิน

ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการพบแพทย์

สุขภาพนำความมั่งคั่งหรือที่เรียกว่า “Health Brings Wealth” คล้ายกับการลงทุนทำธุรกิจซึ่งจะต้องมีการเติมต้นทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น ต้นทุนเหล่านี้ป้องกันการเกิดสัญญาณป่วยหรือถึงขั้นต้องมีคนนำส่งโรงพยาบาลจนต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง กระทบต่อความสำเร็จทางด้านการเงิน ทางที่ดีควรสำรวจตัวเองเป็นประจำหรือ Detect ว่าสุขภาพร่างกายมีจุดบกพร่องตรงไหน ไม่ว่าจะเป็น ผมร่วง ตาไม่ชัด ปวดศีรษะบ่อย ประจำเดือนมาไปไม่ปกติ สิวขึ้น อ้วน หรืออื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันสามารถเข้าถึงหรือศึกษาการดูแลสุขภาพได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องไปหอสมุดแห่งชาติ ห้องสมุดโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยแล้ว เพียงค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้นเอง แต่ก็ต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลก่อนเพราะมีทั้งข้อมูลจริงและไม่จริง จากนั้นให้นำข้อมูลที่คิดว่าดีมาปรับใช้กับตัวเอง

การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะมีความสำคัญยิ่งกว่าเงินทอง นอกจากนี้ยังสามารถนำพาไปสู่ความฝันหรือเป้าหมายในทุกด้านโดยเฉพาะความสำเร็จทางด้านการเงิน ดังนั้น อย่าลืมใส่ใจสุขภาพตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานอย่างสมดุล ไม่หักโหม นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อซ่อมแซมร่างกายและผ่อนคลายจิตใจ ซึ่งจะทำให้มีความพร้อมทำสิ่งต่าง ๆ ได้ตามที่ต้องการ

ทำไมสุขภาพจึงนำพาความสำเร็จด้านการเงิน

สัญญาณเตือน ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเอง

สัญญาณเตือน ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเอง

สิ่งพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนได้รับเมื่อตั้งแต่แรกเกิด คือ ร่างกายและลมหายใจ แตกต่างกันตรงที่ว่าใครจะเกิดมามีร่างกายที่สมบูรณ์หรือใครที่จะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไป แต่ไม่ว่าจะสมบูรณ์หรือไม่ก็ตาม มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องดูแลร่างกายเพื่อการต่อยอดชีวิตในตอนที่ยังมีลมหายใจ

ด้วยเหตุนี้ เรื่องของสุขภาพจึงถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นสำคัญที่คนในปัจจุบันต่างให้ความสนใจ เพราะสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถสร้างให้ได้และก็ไม่สามารถใช้เงินทองแลกมาได้เช่นกัน ดังนั้น หากไม่อยากตัดทอนลมหายใจให้หมดไปก่อนอายุขัย ก็ไม่ควรมองข้ามสัญญาณอันตรายที่คอยเตือนเรื่องสุขภาพ อันได้แก่

สัญญาณอันตราย ในสุขภาพ

ร่างกายเหนื่อยง่าย

สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสร้างได้ด้วยการออกกำลังกาย เมื่อใดที่รู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อมสำหรับการทำกิจกรรมหรือทำอะไรได้นิดหน่อยก็รู้สึกเหนื่อย หมดแรง นั่นคือสัญญาณเตือนแล้วว่าร่างกายไม่พร้อมหรือสมบูรณ์มากเพียงพอในการทำกิจกรรมใด ๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงกิจกรรมเล็ก ๆ ก็ตาม เช่น การเดิน การก้าวขึ้นบันได เป็นต้น ฉะนั้นควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อร่างกายที่แข็งแรง

อ่อนเพลีย ไม่กระปรี้กระเปร่า

จงอย่าลืมว่า ร่างกายมิใช่เครื่องจักรที่ไม่มีชีวิต หากใช้งานหนักและไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ จะส่งผลต่อสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ อย่างน้อยการให้ร่างกายได้พักผ่อนหรือฟื้นฟูสภาพตัวเองสักวันละอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เปรียบเสมือนกับการซ่อมแซมเครื่องจักรที่พร้อมจะลุกขึ้นมาเดินเครื่องอย่างเต็มกำลังในวันถัดไปนั่นเอง

จิตวิตก

คำว่า สุขภาพ มิได้หมายความแต่สภาพร่างกายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงสภาพจิตใจที่จำเป็นต้องดูแลให้ควบคุมการทำงานประสานไปกับร่างกายด้วย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหากภาพจิตใจที่ย่ำแย่จะส่งผลต่อสุขภาพที่ย่ำแย่ตามไปด้วย ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการรับรู้หรือการกระทำใดที่ส่งผลด้านลบกับสภาพจิตใจ อาทิเช่น การเสพข่าวสารบนโลกโซเชียล การนินทาเจรจาว่าร้ายผู้อื่น เป็นต้น

หัวสมองไม่สั่งการ

นอกจากร่างกายและจิตใจจะส่งผลต่อสุขภาพโดยตรงแล้ว หัวสมองก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญในการขับเคลื่อนหรือควบคุมการทำงานเช่นกัน สุขภาพจะดีหรือแย่ จะร่วงหรือจะรุ่งก็ขึ้นอยู่กับหัวสมองและความคิดที่จะสั่งการลงไป หากอยากพัฒนาสมองให้ทำงานฉับไวอยู่ตลอดเวลาก็ต้องหาอาหารบำรุงสมองเพื่อนำไปหล่อเลี้ยงหรือบำรุง เช่น ผักผลไม้ที่มีประโยชน์ วิตามิน อาหารเสริม เป็นต้น

รูปร่างเกินเกณฑ์มาตรฐาน

ถ้าจะให้พูดตามภาษาแบบชาวบ้านและเข้าใจโดยง่ายคือ โรคอ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป เพราะไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมที่มากกว่าหรือน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานอายุและรูปร่าง ถือว่าเป็นบ่อเกิดโรคที่ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพที่จะตามมา เช่น อ้วนมากเกินไปอาจมีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือผอมเกินไปอาจเป็นโรคขาดแคลนสารอาหาร เป็นต้น

เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่สามารถพึ่งพาใครหรือโทษใครได้เลย เพราะทุกอย่างที่ส่งผลต่อสุขภาพตัวเองนั้นก็ย่อมเกิดจากตัวเองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกิน การออกกำลังกาย หรือการเลือกวิธีการดำเนินชีวิต ฉะนั้น จงอย่าลืมว่าในทุกการกระทำคือผลกระทบต่อสุขภาพทั้งสิ้น

สัญญาณอันตราย ในสุขภาพ

อาหารฟังก์ชั่น ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

อาหารฟังก์ชั่น ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

กระแสรักษ์สุขภาพยังมาแรงไม่หยุด ผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์กีฬา, เครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม รวมไปถึงอาหารฟังก์ชั่น (Functional food)

อาหารฟังก์ชั่นคืออะไร

เป็นกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดให้อาหารกลุ่มนี้ มีวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับสุขภาพ เพราะมีองค์ประกอบเพิ่มเติมจากสารอาหารทั่วไป (Nutrients) เช่น โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ ที่มีอยู่ในอาหารปกติอยู่แล้ว

องค์ประกอบเพิ่มเติมที่ว่านี้คือ สารประกอบทางเคมีที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและมีผลต่อสุขภาพของคนเรา เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ, โอเมก้า 3 เป็นต้น เมื่อมีสารเหล่านี้เพิ่มในอาหาร จึงทำให้อาหารฟังก์ชั่นกลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนรักสุขภาพในยุคปัจจุบัน เพราะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้นกว่าอาหารทั่วไป เช่น การบริโภคไข่ไก่ปกติ จะได้โปรตีน, ไขมัน, เหล็ก, ฟอสฟอรัส, วิตามินบี 12 และวิตามินเอ อยู่แล้ว แต่หากเติมสารอาหารเพิ่มเติมลงไป เช่น โอเมก้า 3 เป็น “ไข่ไก่เสริมโอเมก้า 3” จะทำให้ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นทั้งในแง่การเพิ่มไขมันดี, พัฒนาสมองและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งสารเหล่านี้ไม่มีในไข่ไก่ธรรมดา

โดยทั่วไปสารที่จะเติมลงไปในอาหารฟังก์ชั่นนั้นจะเป็นกลุ่มสารที่มีส่วนช่วยป้องกันโรค, เสริมความแข็งแรงของร่างกาย และบางครั้งยังเป็นกลุ่มที่มีส่วนช่วยรักษาโรคได้ด้วย เช่นสารกระเทียม ซึ่งมีสรรพคุณลดระดับคอเรสเตอรอล และเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นต้น

เหตุผลที่ผู้คนนิยมบริโภคอาหารฟังก์ชั่นมากขึ้น

นอกจากความใส่ใจในสุขภาพแล้ว ผู้บริโภคปัจจุบันยังมีชีวิตประจำวันที่ รีบเร่ง มีเวลาพักผ่อนน้อย เผชิญกับมลภาวะรอบตัว ทั้งยังมีความเครียดและกดดันสูง ซึ่งทำให้ผู้คนเจ็บป่วยง่าย การใช้อาหารเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพจึงเป็นทางเลือกที่ทำได้ง่าย นอกจากนั้น ยังมีเหตุผลที่ผู้คนตอบรับอาหารฟังก์ชั่นมากขึ้นต่อเนื่อง อาทิ

มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง

สามารถช่วยควบคุมหรือลดน้ำหนักได้ดี

ช่วยเพิ่มความจำ และลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม

ช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนอาหารฟังก์ชั่นคืออะไร

ปัจจุบันอาหารหลายประเภทได้ถูกเพิ่มเติมสารที่เสริมความแข็งแรงของร่างกายเข้าไป เช่น โปรตีน, วิตามิน, คอลลาเจน และโอเมก้า เป็นต้น และอีกไม่น้อยที่เพิ่มสมุนไพรบางชนิดเข้าไป เช่น เห็ดไมตาเกะ, เห็ดหลินจือ, โสม หรือ งา เพื่อเสริมความแข็งแรงของร่างกาย ซึ่งก็ทำให้กลายเป็นอาหารฟังก์ชั่นได้เช่นกัน

แม้ว่าอาหารฟังก์ชั่น จะมีราคาสูงกว่าอาหารชนิดเดียวกัน แต่ก็ยังได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนยุคใหม่เริ่มหันมาเลือกอาหารเป็นตัวช่วยในการดูแลรักษาสุขภาพแทนการใช้ยานั่นเอง

เคล็ดลับ สุขภาพจิตได้ สุขภาพกายดี

เคล็ดลับ สุขภาพจิตได้ สุขภาพกายดี

ร่างกายและจิตใจมีการเชื่อมโยงกัน หากสุขภาพจิตดีสุขภาพกายก็ดีไปด้วย ในทางตรงข้ามสุขภาพจิตแย่ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นเดียวกัน เราจึงมี 5 วิธีสร้างสุขภาพจิตที่ดีมานำเสนอ เพื่อการสร้างสุขภาพดีแบบองค์รวม ไปดูกันว่าจะมีวิธีไหนที่น่าสนใจบ้าง

วิธีการสร้างสุขภาพที่ดี

มีเป้าหมายในชีวิต การตั้งเป้าหมายในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างความรู้สึกของการเห็นคุณค่าในชีวิตตัวเอง ซึ่งจะทำให้เราสามารถวางแผนอนาคตได้ว่าควรทำอะไรต่อไป โดยการตั้งเป้าหมายนั้นก็ไม่ควรตั้งไว้สูงเกินไป เพื่อให้สามารถทำได้สำเร็จและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง หากเราทำเป้าหมายที่ตั้งไว้สำเร็จแล้ว ก็สามารถเพิ่มระดับความยากได้ แต่ก็ควรวางเป้าหมายไว้โดยดูที่ระดับความสามารถของเราเป็นหลัก ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป

รู้จักแบ่งปันอยู่เสมอ เมื่อการแบ่งปันเกิดขึ้น จะสร้างความรู้สึกดีทั้งผู้ให้และผู้รับ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพจิตดีด้วย และหากเวลาที่เกิดความรู้สึกท้อแท้ ลองมองไปที่คนที่ลำบากกว่าเรา ก็จะช่วยให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น ถ้ามีความสามารถก็ช่วยเหลือตามกำลังที่พอช่วยได้ ก็จะทำให้เห็นคุณค่าของการให้มากขึ้น

มองโลกในแง่ดี การมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอจะทำให้ไม่ประสบกับความเครียดบ่อย ๆ ซึ่งดีต่อทั้งสุขภาพกายและใจ เพราะเมื่อเกิดความเครียดก็จะมีสารอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้นและสารเคมีในร่างกายต่าง ๆ ก็จะถูกหลั่งออกมาเพื่อตอบสนองต่อความเครียด ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้ อย่างเช่น โรคกระเพาะ ไมเกรน ความดันโลหิตสูง รวมถึงอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งได้ด้วย

ให้อภัยอยู่เสมอ การฝึกตัวเองไม่ให้โกรธเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ เพราะถ้าเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ มีอารมณ์โกรธได้ง่าย ก็จะทำให้เกิดความเครียดได้ง่ายขึ้น เพราะสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งก็จะส่งผลเสียต่าง ๆ ตามมาทั้งปัญหาสุขภาพร่างกายและปัญหาทางสังคมได้อีกด้วย

ออกกำลังกายเป็นประจำ เมื่อออกกำลังกาย เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายก็จะมีการหลั่งสารหลากหลายชนิดที่ส่งผลดีต่อทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะทำให้มีสุขภาพดีแบบองค์รวมได้ โดยในหนึ่งสัปดาห์ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3-4 ครั้ง เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพดีอยู่เสมอ

ในปัจจุบันมีปัจจัยภายนอกมากมายที่ส่งผลให้สุขภาพแย่ลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยาก เช่น มลพิษต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญในแต่ละวัน สารเคมีที่อยู่ในอาหารและอากาศ รวมถึงความเครียดที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวด้วย ดังนั้นหากใครที่ต้องการมีสุขภาพดี ก็สามารถนำวิธีข้างต้นไปใช้ได้ทันที

วิธีการสร้างสุขภาพดี

วิธีดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรคความดันโลหิตสูง

ดูแลร่างกายให้ห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง เป็นปัญหาสุขภาพของคนไทยและคนทั่วโลกอย่างมาก ซึ่งเดิมทีจะพบในกลุ่มผู้สูงอายุวัยหลังเกษียณ ซึ่งเกิดจากความเสื่อมโทรมของร่างกายตามธรรมชาติ แต่มีผลการวิจัยที่ยืนยันว่า ในปัจจุบัน กลุ่มคนที่อายุน้อยลง เช่น วัยรุ่น วัยทำงาน เป็นภาวะความดันโลหิตสูงมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การบริโภคที่ไม่เหมาะสมและการขาดการออกกำลังกาย

ดูแลร่างกายให้ห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูง

การออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายจะช่วยในการสร้างสมดุลของระบบหัวใจและหลอดเลือด ให้ทำงานเป็นปกติยิ่งขึ้น ช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน รวมถึงลดระดับไขมันที่อุดตันในเส้นเลือด หรือโคเรสเตอรอลที่อุดตันหลอดเลือดทำให้เสี่ยงต่อภาวะหัวใจวาย

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำให้ออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมง เป็นประจำสม่ำเสมอหรืออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ตามความเหมาะสมของพื้นฐานสุขภาพแต่ละคน จะทำให้ระดับความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ 120/80 มากยิ่งขึ้น

การควบคุมอาหาร อาหารบางชนิดจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงได้ โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงจากพันธุกรรมอยู่แล้ว จากการมีประวัติของคนในครอบครัว จึงต้องลดการบริโภคลง ได้แก่ อาหารที่มีเกลือเข้มข้นสูง เช่น ซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำปลาร้า ซอสมะเขือเทศ รวมถึง อาหารที่ใส่ผงฟู เช่น ขนมปัง เค้ก คุ้กกี้ หรือผงชูรสในอาหาร หากประกอบอาหารเอง ต้องลดสัดส่วนของสารที่กล่าวมาอย่างน้อย 1 ในสาม ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข

การฝึกจิตใจให้ปล่อยวาง การมีปัญหาความเครียดสะสม จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดหดเกร็งตัว แล้วไปเพิ่มระดับความดันโลหิตสูงให้สูงขึ้น ซึ่งเราอาจเคยได้ยินข่าวว่าผู้ที่มีความเครียดมากจนทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น จนอาจเกิดภาวะหัวใจวายได้ การฝึกจิตใจด้วยการปล่อยวางความเครียด อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป และให้เวลากับการพักผ่อนให้มากขึ้น จะทำให้ลดภาวะเครียดได้ดียิ่งขึ้น

เลิกการสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่จะทำให้ร่างกายได้รับสารนิโคตินในปริมาณสูง ทำให้หลอดเลือดสูญเสียคุณสมบัติด้านการยืดหยุ่นที่ดีไป และยังได้รับสารอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้หัวใจเต้นถี่ขึ้น เกิดการหลั่งสารอะดรีนาลีนซึ่งทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากคุณไม่ต้องการที่จะเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง ก็ควรลดการสูบบุหรี่ลงด้วย หรือถ้าเลิกสูบบุหรี่ได้ จะยิ่งดีมาก

เราหวังว่าบทความนี้จะให้แนวทางในการดูแลสุขภาพที่ดี เพื่อให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ให้ห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูงได้ดียิ่งขึ้น

โรคความดันโลหิตสูง

อยากให้ตับแข็งแรง ควรกินและต้องเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง

อยากให้ตับแข็งแรง ควรกินและต้องเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง

ตับถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก เพราะมีหน้าที่กำจัดสารพิษจากอาหารต่าง ๆ ที่เรารับประทานเข้าไปทุกวัน หากเลือกรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสม ไม่มีสิ่งที่จะเกิดพิษสะสมต่อตับ ก็จะทำให้สุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงมากขึ้น

จะมีอาหารใดบ้างที่จะทำให้ตับอยู่คู่กับร่างกายคุณ โดยไม่เกิดปัญหาอักเสบ มาดูพร้อมกันเลย

การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับการบำรุงตับ

อาหารที่ดีต่อตับคือกลุ่มผักใบเขียว โดยเฉพาะ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บรอกโคลี ฯลฯ เมื่อรับประทานเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายกำจัดไขมันร้ายที่สะสมในเซลล์ตับได้ ทำให้ตับทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ มีผลการวิจัยพบว่า เอนไซม์ที่แสดงถึงอาการอักเสบของตับ เมื่อรับประทานต่อเนื่อง 1-2 เดือน ลดลงได้อย่างชัดเจนด้วย

สำหรับคนที่ชอบรับประทานเครื่องเทศ โดยเฉพาะขมิ้นจะได้รับประโยชน์ต่อตับมาก เพราะในขมิ้นมีสารเคอร์คูมิน ที่มีสรรพคุณต้านมะเร็ง และต้านอนุมูลอิสระสูง ทั้งยังช่วยเพิ่มการสร้างสารที่ดีในตับ ชื่อว่า glutathione ซึ่งจะช่วยปกป้องตับในการกำจัดสารพิษจากอาหารและยาที่รับประทานเป็นประจำออกจากตับได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ควรเลือกดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อย่าง ชาเขียว ที่มีการศึกษาพบว่า เป็นสมุนไพรที่มีสารปกป้องตับ ที่เรียกว่าคาเทชิน ทำให้ลดไขมันที่สะสมในตับ และยังลดความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งที่ตับได้ด้วย โดยสามารถดื่มเป็นประจำได้ถึงวันละ 4 ถ้วย แต่ก็เน้นว่าต้องเป็นสูตรชาเขียวจากธรรมชาติ ไม่ผสมน้ำตาลหรือแต่งสีและกลิ่นสังเคราะห์ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพในระยะยาว

การเลี่ยงอาหารที่ทำร้ายตับ

นอกจากการรับประทานอาหารที่ดีแล้ว ยังมีกลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะมีผลร้ายต่อเนื้อเยื่อในตับ เช่น อาหารกลุ่มปิ้งย่างที่ใช้ไฟแรง ทำให้มีส่วนเกรียมไหม้ ซึ่งสะสมสารพิษที่ทำร้ายเซลล์ตับ และทำให้เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งในตับได้

ยิ่งกว่านั้น อาหารทอดหรืออาหารเร่งด่วน แนวฟาสต์ฟู้ด มักมีไขมันชนิดร้ายหรือไขมันทรานส์ อันเป็นไขมันอิ่มตัวจากเนื้อสัตว์ติดมัน หนัง ไก่ หนังปลาทอดกรอบ เครื่องดื่มกลุ่มน้ำอัดลมและแอลกอฮอล์ ขนมเบเกอรี่ที่มีการใส่ครีมเทียมและเนยในปริมาณสูง ก็ทำให้ค่าเอนไซม์ที่แสดงถึงการอักเสบของตับเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เช่นเดียวกับอาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง เช่น อาหารกระป๋องอาหารแปรรูป ซอสปรุงรส ขนมกรุบกรอบต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของโรคความดันสูงและไขมันสูง และยังทำให้เอนไซม์ในตับสูงขึ้น เพิ่มโอกาสเป็นโรคตับอักเสบได้

จะเห็นได้ว่า อาหารที่เรารับประทานแต่ละวันมีทั้งที่มีประโยชน์และเป็นโทษต่อตับ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้หลักการที่ถูกต้องในการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อตับ ทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงได้ดียิ่งขึ้น

การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับการบำรุงตับ

วิธีดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรง 2020

วิธีดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรง 2020

จากตัวเลขสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าปัจจุบันมีคนจำนวนมากมี ปัญหาสุขภาพจิต เช่น เครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ฯลฯ เนื่องจากการทำงาน ผลกระทบด้านลบจากสื่อโซเชียล และปัญหาในครอบครัว

กรมสุขภาพจิตได้แนะนำวิธีการเสริมความแข็งแรงให้สุขภาพจิต ทำให้จิตใจแจ่มใสขึ้น ด้วยวิธีดี ๆ ที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในวัยรุ่น วัยเรียน วัยทำงาน หรือวัยผู้สูงอายุหลังเกษียณ ดังนี้

1. หมั่นออกกำลังกาย

ข้อดีของการออกกำลังกายนั้น มีการวิจัยทางการแพทย์พบว่าสามารถกระตุ้นให้ร่างกายมีการหลั่งสารเอ็นโดรฟินเพื่อเพิ่มความสุขในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น จะออกกำลังกายตอนเช้า 30 นาทีก่อนไปทำงาน หรือเวลาเย็นหลังเลิกงานก็ได้ แต่ควรต้องทำเป็นประจำทุกวัน หรือรวม ๆ แล้วอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที จะช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลและทำให้จิตใจแจ่มใสขึ้นได้อย่างชัดเจน

2. มองโลกในแง่ดี

เป็นเทคนิคที่จะช่วยให้ทุกคนนั้นอยู่ร่วมกันกับคนในครอบครัวหรือคนในที่ทำงานได้อย่างมีความสุข ลดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันได้ ซึ่งมักทำให้เป็นคนใจเย็น ยิ้มง่าย ไม่โกรธหงุดหงิดง่าย และยกโทษให้คนอื่นที่ทำอะไรไม่ถูกใจได้ง่ายขึ้น คนที่มองโลกในแง่ดีมักจะเป็นที่รักของคนรอบข้างและจะดึงดูดให้คนที่อารมณ์ดีอยากเข้ามาใกล้ชิดพูดคุยด้วย จะทำให้แต่ละวันของคุณยิ่งมีความสุขมากขึ้นได้

3. ทำเพื่อสังคม

การทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นจะทำให้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ลดความเครียดในชีวิตประจำวันได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการไปบริจาคข้าวของเครื่องใช้ให้แก่สมาคมหรือมูลนิธิที่ดูแลเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ผู้หญิงที่ถูกทำร้าย คนแก่ที่ขาดลูกหลานดูแล สัตว์ที่ถูกทำทารุณกรรม ฯลฯ นอกจากนี้ คุณยังสามารถที่จะลงแรงในวันหยุดทุกสัปดาห์ โดยเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยในกิจการต่าง ๆ ของสังคมแบบที่คุณสนใจได้ เมื่อใดก็ตามที่เราทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น จะทำให้เราเป็นคนที่มีความสุขและรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น

4. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

คนที่รับประทานอาหารได้อย่างมีคุณภาพครบ 5 หมู่ทุกวัน จะส่งผลให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เนื่องจากร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ที่สำคัญ คือ วิตามินบีและธาตุเหล็กที่บำรุงสมองและระบบประสาท จะทำให้ร่างกายมีความสดชื่นจากภายใน สมองแจ่มใส อารมณ์ดีง่ายขึ้น

จะเห็นได้ว่า การดูแลสุขภาพจิตให้สมบูรณ์แข็งแรงต้องอาศัยปัจจัยทั้งภายในและภายนอก เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตให้ดียิ่งขึ้นต่อไป เพื่อให้ทุกคนมีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้นทุกวัน

วิธีการเสริมความแข็งแรงให้สุขภาพจิต

ดูแลสุขภาพอย่างไรจึงแข็งแรงในช่วงฤดูหนาว

ดูแลสุขภาพอย่างไรจึงแข็งแรงในช่วงฤดูหนาว

ในฤดูหนาว อากาศมักจะมีความเย็นกว่าปกติ ขณะเดียวกันก็อาจจะมีแดดและฝนร่วมด้วยในบางวัน ทำให้หลายคนที่สุขภาพไม่แข็งแรง โดยเฉพาะเด็กผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบ มีอาการกำเริบและทำให้ทรุดหนักจากการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ เรามาดูกันว่าจะมีวิธีใดที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น ป้องกันโรคภัยในช่วงฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี

1.รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง

ผักสีเขียวเข้ม เช่น ผักคะน้า ผักกาดเขียว ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น สับปะรด ส้ม มะนาว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ฝรั่ง ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้ดียิ่งขึ้น ป้องกันการติดเชื้อไวรัสที่แพร่ระบาดในฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี

2.การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายในช่วงฤดูหนาวเป็นเรื่องที่ยากสำหรับหลายคน เพราะอากาศดีน่านอน แต่ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องแบ่งเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีเช่น การเดินเร็ว กระโดดเชือก ปั่นจักรยานหรือเดินแกว่งแขน สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิต้านทานร่างกายให้แข็งแรงยิ่งขึ้น และยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ลดความอ้วนไปในตัวด้วย

3.การหลีกเลี่ยงที่ชุมนุมชน

ในช่วงที่อากาศเปลี่ยน หากมาอยู่รวมกันในที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง ร้านอาหารห้องแอร์ ที่อากาศถ่ายเทไม่ดี จะมีโอกาสได้รับเชื้อโรคนานานชนิดเข้าสู่ร่างกายมาก ซึ่งในช่วงฤดูหนาวจะเป็นเวลาที่หลายคนพากันไปเที่ยวกับครอบครัว จึงจำเป็นจะต้องระมัดระวังสุขภาพมากขึ้น ควรเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอากาศปลอดโปร่งบริสุทธิ์ เช่น แนวธรรมชาติ น้ำตก ภูเขา แม่น้ำ จะปลอดภัยกว่า

4.การล้างมือบ่อย ๆ

โรคที่ติดเชื้อที่พบบ่อยในฤดูหนาว ส่วนหนึ่งมาจากแบคทีเรียที่มือเราสัมผัสสิ่งต่าง ๆ แล้วจับอาหาร จึงติดเชื้อในลำไส้ ทำให้ท้องเสีย และเสี่ยงเป็นโรคผิวหนังด้วย การล้างมือบ่อย ๆ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยให้ห่างไกลโรคได้ โดยต้องล้างให้สะอาดระหว่างง่ามนิ้วเล็บและบริเวณข้อมือด้วย

5.สวมเสื้อผ้าหนาเพียงพอ

การที่อากาศหนาวเย็นกว่าปกติ จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าหลายชั้น สวมถุงเท้าและหมวกไหมพรมในเวลานอน ก็จะช่วยให้ร่างกายมีอุณหภูมิที่อุ่นขึ้น โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ต้องมีคนดูแลเพิ่มผ้าพันคอไหมพรม และใส่ชุดคลุมแขนยาวเสมอเมื่อต้องออกนอกบ้าน

การดูแลสุขภาพใน ช่วงฤดูหนาว ต้องใส่ใจทั้งการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อจากผู้อื่น เลือกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม รับประทานอาหารที่ดีและออกกำลังกาย หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้เพื่อการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรคในช่วงฤดูหนาวได้ทุกครอบครัว

วิธีใดที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

ดูแลสุขภาพอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคช่วงฤดูหนาว

ดูแลสุขภาพอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคช่วงฤดูหนาว

โดยปกติแล้ว ในช่วงปลายปีและต้นปี อากาศจะหนาวกว่าช่วงอื่น ๆ ในทุกภาค ซึ่งกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากกว่าคนวัยทำงาน เพราะภูมิต้านทานที่อ่อนแอ หากมีการติดเชื้อเพียงเล็กน้อย ก็อาจจะมีอาการลุกลามบานปลาย เช่น จากไข้หวัด กลายเป็นโรคปอดบวม หรือไข้หวัดใหญ่ได้

วิธีที่ช่วยเสริมสุขภาพให้แข็งแรงในช่วงฤดูหนาว

1. การสวมใส่เสื้อผ้าหนา

การนุ่งห่มร่างกายด้วยเสื้อผ้าที่หนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางวันหรือกลางคืนเป็นสิ่งสำคัญที่ห้ามมองข้าม โดยเด็กและผู้สูงอายุผิวจะแห้ง ระคายเคืองง่าย จึงควรให้สวมใส่เสื้อผ้าแขนยาวและสวมถุงเท้า เพื่อช่วยในการรักษาอุณหภูมิตามศาสตร์แพทย์แผนจีน หากมีการออกนอกบ้าน ควรให้พันคอด้วยผ้าไหมหรือสวมหมวกไหมพรม จะป้องกันอาการหวัดมีน้ำมูกหรือเป็นไข้ได้ดีขึ้น

2. รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง

ควรเสริมวิตามินซีจากธรรมชาติ คือ ส้ม มะเขือเทศ มะนาว ฝรั่ง รวมถึงผักใบเขียว ที่มีการวิจัยว่าสามารถเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว ช่วยต่อต้านการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น หากไม่สะดวกจะรับประทานวิตามินซีแบบเม็ดวันละ 500 ถึง 1000 มิลลิกรัม ราคาเฉลี่ยเม็ดละ 5-10 บาท ก็จะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากปัญหาสุขภาพในช่วงฤดูหนาวได้ดีขึ้น

3. ดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ

ในช่วงอากาศเย็น โดยเฉพาะคนที่อยู่ภาคเหนือ จะนิยมดื่มชาร้อนตลอดวัน เพื่อช่วยให้ควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น หรือเลือกดื่มน้ำผลไม้สูตรร้อน เช่น น้ำมะตูม น้ำขิง น้ำเก๊กฮวยช่วงเช้าและบ่าย ก็จะช่วยให้รู้สึกสบายตัวมากขึ้น ที่สำคัญควรงดเว้นการดื่มน้ำเย็นหรือน้ำแข็งในช่วงนี้ด้วย

4. เพิ่มการเผาผลาญด้วยการออกกำลังกาย

การกระตุ้นระบบเมตาบอลิซึมของร่างกายด้วยการออกกำลังกายต่อเนื่อง 15-30 นาทีทุกวัน โดยเฉพาะตอนเช้า จะทำให้ร่างกายมีการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในอวัยวะต่าง ๆ ให้สมดุลอยู่เสมอ ระบบฮอร์โมนและสารเคมีจะทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังได้กระตุ้นการเผาผลาญ เสริมสร้างความอบอุ่นอย่างเป็นธรรมชาติได้ โดยควรเลือกให้เหมาะกับวัย เช่น การเดิน การเล่นโยคะ ฯลฯ

การดูแลสุขภาพ ให้กับทุกคนในครอบครัวในช่วงฤดูหนาวเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็ก ผู้สูงอายุ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ทางการแพทย์ยังแนะนำให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ในช่วงที่มีการระบาดด้วย

อย่าลืมว่า การช่วยกันใส่ใจดูแลให้ตัวเองและคนรอบข้างให้มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง จะทำให้อารมณ์แจ่มใสและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุก ๆ วัน

วิธีใดที่ช่วยเสริมสุขภาพให้แข็งแรงในช่วงฤดูหนาว