Tips Healty

ประคบร้อน ประคบเย็น ต่างกันตรงไหน ควรเลือกใช้ให้ถูกวิธี

ลูกประคบสมุนไพร

ลูกประคบสมุนไพร อาจไม่เป็นที่รู้จักในหมู่เด็กยุคใหม่ แต่สำหรับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่และปู่ย่า ตายาย ล้วนแต่รู้จักและใช้รักษาอาการต่าง ๆ มาอย่างยาวนาน ปัจจุบันการแพทย์ทางเลือกหรือแพทย์แผนไทย นิยมใช้บำบัดรักษา เนื่องจากมีผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นต่าง ๆ มากขึ้น แม้ในแวดวงกีฬาและสันทนาการ เพื่อเป็นความรู้ให้กับคนทั่วไปได้เลือกใช้ลูกประคบให้เหมาะสมกับอาการเจ็บบาดเจ็บ เมื่อเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินกะทันหัน เช่น หกล้ม สะดุด ตกบันได หรือเกิดอุบัติเหตุอื่น ๆ อย่างน้อยก็จะช่วยบรรเทาอาการก่อนจะไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไปได้

  • การประคบร้อน ใช้เพื่อช่วยลดอาการปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ได้แก่ อาการปวดเมื่อย และตึงกล้ามเนื้อบริเวณ บ่า หลัง ไหล่ ต้นคอ น่อง ต้นขา และอาการปวดประจำเดือน โดยเริ่มประคบหลังจากมีอาการแล้วประมาณ 48 ชั่วโมง โดยใช้ผ้าขนหนู กระเป๋าน้ำร้อน หรือลูกประคบ ที่ไม่ร้อนจัดจนเกินไป ประคบบริเวณที่ปวดตึงครั้งละ 20-30 นาทีประมาณ 2-3 ครั้งต่อวัน ไม่ควรประคบในบริเวณที่มีบาดแผลหรือมีเลือดออก หรือประคบนานเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มมากขึ้น ประโยชน์ของลูกประคบสมุนไพร ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อย ช่วยลดอาการบวมอักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ ช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและข้อต่อ และยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตให้ดียิ่งขึ้นด้วย
  • การประคบเย็น สามารถทำได้ทันทีเมื่อมีอาการปวดหรือได้รับบาดเจ็บเช่น ปวดศีรษะ เป็นไข้ ปวดฟัน ข้อเท้าบวม เคล็ด เลือดกำเดาไหล หรือ มีอาการปวดบวมตามร่างกายในบริเวณอื่น ๆ โดยใช้น้ำแข็งหรือเจลทำความเย็นประคบตรงจุดที่มีอาการ วันละ 2-3 ครั้ง ประมาณครั้งละ 20 นาที

สำหรับการเลือกใช้การประคบด้วยความร้อนหรือความเย็นนั้นมีหลักพิจารณาเบื้องดังนี้

  1. หากผู้ป่วยมีอาการบาดเจ็บเฉียบพลันร่วมกับอาการบวมอย่างเห็นได้ชัด ควรเลือกใช้การประคบเย็น เพราะความเย็นช่วยลดอาการบวม อักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเส้นเลือดฝอยภายในกล้ามเนื้อฉีกขาดลง
  2. มีอาการปวดแบบเป็น ๆ หาย ๆ หรือเรื้อรัง อาจมีอาการปวดตึงกล้ามเนื้อร่วมด้วย แนะนำให้ใช้การประคบร้อนเพื่อช่วยลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ
  3. สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคความดันโลหิตสูง ควรระมัดระวังเรื่องการประคบเย็น เพราะความเย็นจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้นได้ หรือเป็นโรคแพ้ความเย็นอย่างรุนแรง บางรายอาจแสดงอาการโดยมีผื่นแดงเกิดขึ้น เป็นต้น
  4. กรณีผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีอาการปวดบวมอักเสบ เอ็น ข้อ กล้ามเนื้อ ไม่ควรใช้การประคบด้วยอุณหภูมิที่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

หากจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือบำบัดรักษาอาการปวดบวมเบื้องต้น ควรพิจารณาให้รอบคอบ หรือสอบถามผู้รู้ก่อนตัดสินใจ ทางที่ดีรีบไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที

3 เมนูคลีนเพื่อสุขภาพ ทำเองได้ อร่อยด้วย

ในยุคสมัยที่ใคร ๆ ก็หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ อาหารคลีนจึงเป็นตัวช่วยสำคัญอีกประการหนึ่งที่คุณสาว ๆ นิยมสร้างสรรค์วัตถุดิบที่หาได้ตามตลาดนัดและซุปเปอร์มาร์เก็ต มาปรุงเป็นเมนูเพื่อดูแลสุขภาพ ลดน้ำหนัก รักษารูปร่างและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ แต่ทว่าการกินอาหารคลีนเมนูเดิมซ้ำ ๆ บ่อยครั้งก็อาจจะจะทำให้คุณรู้สึกเบื่อได้ ดังนั้นวันนี้เรามีเมนูอาหารคลีนมาแนะนำ 3 เมนู ที่คุณสามารถซื้อวัตถุดิบมาทำกินเองได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว

ต้มยำคลีน

1.ต้มยำรวมมิตร เป็นเมนูยอดนิยม ที่เปิดโอกาสให้เราได้เลือกสรรวัตถุดิบได้สารพัดจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ประเภทต่าง ๆ เช่น อกไก่ ปลาดอลลี่ กุ้ง หรือปลาหมึก และเห็ดนานาชนิดตามชอบใจ ส่วนผสมและเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้คือเครื่องต้มยำ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกสด มะนาว ผักชีฝรั่ง เพิ่มสีสันด้วยน้ำพริกเผา หรือถ้าชอบต้มยำน้ำข้น ก็สามารถเติมนมจืดลงไปสักนิดหน่อยจะช่วยให้รสชาติละมุนลิ้นมากยิ่งขึ้น จากนั้นก็ใส่น้ำประมาณ 2 ส่วน 3 ลงในหม้อต้ม พอเดือด ใส่เครื่องต้มยำ ตามด้วยอกไก่หรือเนื้อสัตว์ที่เตรียมไว้ รอจนเนื้อสัตว์สุกจึงใส่เห็ด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม เติมใบมะกรูดและผักชีฝรั่งลงไป เป็นอันเสร็จพิธี เวลาจะกินก็ตักใส่ภาชนะ บีบมะนาวเพิ่ม ใส่น้ำพริกเผาหรือเติมนมจืดเพื่อสร้างสีสันและรสชาติที่เข้มข้น

2.เมนูอกไก่พริกไทดำ นำอกไก่มาล้าง พักไว้ให้แห้ง ทุบกระเทียมพริกไทย เม็ดรากผักชี เตรียมไว้คลุกหมักอกไก่ แล้วนำไปแช่ในตู้เย็นทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นตั้งกระทะให้ร้อนใส่น้ำมันมะกอกเล็กน้อย แล้วจึงนำอกไก่ลงผัดในกระทะ เติมน้ำเล็กน้อยผัดจนสุก เติมเกลือหรือซีอิ๊ว แล้วจึงตักใส่จานที่มีผักต้มหลากสีสัน เช่น แครอท, บรอกโคลี, ข้าวโพดอ่อน, ฟักทอง, ถั่วลันเตา, ถั่วฝักยาว ฯลฯ ที่จัดวางเรียงรายอยู่รอบจานสวยงามน่ารับประทาน

แกงส้มมะละกอ

3.แกงส้มมะละกอใส่กุ้งสด แกงส้มเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย แตกต่างกันไปตามวัตถุดิบท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค สีสันของแกงส้มอยู่ที่ความลงตัวของผักนานาชนิดที่เลือกใช้ กับรายละเอียดปลีกย่อยของเครื่องปรุงพริกแกง ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกมากมายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกแกงส้มของภาคกลาง หรือว่าพริกแกงเหลืองของภาคใต้ที่เติมขมิ้นลงไปเป็นตัวชูรส เติมด้วยเนื้อสัตว์ที่เตรียมไว้ หรือถ้าจะให้ได้ประโยชน์ที่หลากหลายขึ้น ลองเปลี่ยนมาใช้เนื้อปลาทูน่าแทนกุ้ง โขลกรวมกับเครื่องแกงส้ม ก็จะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นให้กับน้ำแกงส้มและเพิ่มโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้นด้วย

ไม่ยากเลยใช่ใหมคะ สำหรับ 3 เมนูที่นำมาฝากกัน แถมท้ายด้วยหลักการเลือกแหล่งวัตถุดิบคลีนแบบพื้นฐาน เพื่อให้ได้แหล่งโปรตีนที่หาง่ายและราคาไม่แพง เช่น อกไก่/สันในหมู/ไข่ ส่วนคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำได้แก่ ข้าวกล้อง/ข้าวไรซ์เบอรี่ มีไฟเบอร์และวิตามินแร่ธาตุ ๆ หลายชนิด โดยเฉพาะข้าวไรซ์เบอรรี่นั้นมี แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) จัดอยู่ในกลุ่มของฟลาโวนอยด์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวและป้องกันแดด ส่วนไขมันดีได้จาก ไข่/ถั่วและนมอัลมอนด์ ส่วนผักเน้นผักที่ชอบและสีสันสวยงาม เช่น แครอท, ข้าวโพด, บรอกโคลี่, มันม่วง, ฟักทอง ฯลฯ ควรเพิ่มเครื่องเทศ จำพวก กระเทียม, พริกไทย, หอมใหญ่, ตะไคร้, กระเพรา เป็นต้น เพื่อเพิ่มรสชาติ แต่เครื่องปรุงหรือผงปรุงรสต่าง ๆ ให้ใส่แต่น้อย หรือจะไม่ใส่เลยก็ยิ่งดี เพราะเราจะได้รับแต่คุณภาพและรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบล้วน ๆ

ฟ้าทะลายโจร พืชสมุนไพรที่ใคร ๆ ก็อยากรู้จัก

ฟ้าทะลายโจร

ในอดีต ฟ้าทะลายโจร เป็นพืชสมุนไพรที่รู้จักกันดีในฐานะยาประจำบ้าน โดยภูมิปัญญาของแพทย์แผนไทย ทำให้รู้ว่า ฟ้าทะลายโจร มีสรรพคุณในการรักษาอาการเจ็บคอ เป็นไข้ และอาการท้องเสียแบบไม่ติดเชื้อ ในปัจจุบันนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัส COVID-19 ฟ้าทะลายโจร พืชสมุนไพรก็โด่งดังเป็นที่รู้จักมากขึ้น ด้วยผลการศึกษาวิจัยจากประเทศจีน ถึงสรรพคุณในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายและช่วยรักษาโรคในระบบทางเดินหายใจอย่างได้ผลดีเยี่ยม โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และองค์การเภสัชกรรม ได้มีการทดลองทางห้องปฏิบัติการเพื่อหายาต้านโควิด-19 ล่าสุดมีรายงานผลเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 ว่า สารสกัดฟ้าทะลายโจรและสารแอนโดรกราโฟไลน์ มีผลต่อการทำลายและช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสในหลอดทดลองได้จริง

ฟ้าทะลายโจร ที่เรารู้จักนั้น เป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ จีน อินเดีย ศรีลังกา ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เป็นต้น นิยมใช้ใบและลำต้นใต้ดินมาทำยา ไม่นานมานี้ประเทศจีนได้ทำการทดลองใช้สารแอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) ในสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ที่มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน และต้านการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ กับไวรัสซาร์ส ซึ่งเป็นสายพันธุ์โคโรนาชนิดหนึ่งในหลอดแก้ว พบว่าสารแอนโดรกราโฟไลด์ สามารถหยุดยั้งไม่ให้ไวรัสซาร์สเข้าสู่เซลล์ในร่างกายได้ แม้ว่าผลการวิจัยจะนำไปสู่ความคาดหวังนานัปการ แต่ก็มีข้อห้ามสำหรับสตรีตั้งครรภ์ ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ และผู้ป่วยโรคหัวใจรูห์มาติค เพราะเป็นยาที่มีฤทธิ์เย็น จึงเหมาะกับโรคไข้ที่มีฤทธิ์ร้อน

ด้วยสรรพคุณทางยาที่มีอยู่สูง จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง แน่นอนว่าเอามากินเล่นเป็นของว่างระหว่างอ่านข่าวฟุตบอลไปด้วยบ่อยๆคงทำไม่ได้ ต้องมีจำกัดทั้งในเรื่องของปริมาณ ความถี่ และระยะเวลารับประทาน เพราะหากทานมากเกินไปหรือปริมาณไม่เหมาะสม อาจนำมาซึ่งอันตราย เช่น มีอาการแพ้ต่าง ๆ เกิดขึ้น อาทิเช่น ลมพิษ ผื่นคัน และอาการบวมตามร่างกาย หรือบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้หายใจลำบากได้ จึงควรศึกษาและปรึกษาแพทย์ด้วย ปัจจุบัน ฟ้าทะลายโจร ได้รับการบรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ในกลุ่มยารักษาอาการระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ

อย่างไรก็ตาม ฟ้าทะลายโจร พืชสมุนไพรพื้นบ้านที่เรารู้จัก ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ของไทย ตลอดจนนักวิทยาศาสตร์และเภสัชศาสตร์ในหลายต่อหลายประเทศ ร่วมมือกันค้นคว้าวิจัยและพัฒนา เพื่อหาแนวทางการรักษาโรคโควิด-19 ให้ได้ผลสำเร็จโดยเร็ว ซึ่งเชื่อมั่นว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นอาจนำไปสู่การต่อยอดแนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสมุนไพร เพื่อนำกลับมาใช้ดูแลสุขภาพของประชาชนคนไทยและประชากรโลกให้ยั่งยืนต่อไปได้ในอนาคต

สิ่งที่ห้ามพลาด ในการซื้อประกันสุขภาพ

สิ่งที่ห้ามพลาด ในการซื้อประกันสุขภาพ

การทำประกันเป็นสิ่งที่ช่วยรองรับความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต ทำให้ผู้ทำประกันสามารถใช้สิทธิ์ต่างๆ ภายใต้การคุ้มครองของกรมธรรม์ ในกรณีของการทำประกันสุขภาพก็เช่นเดียวกัน จำเป็นที่ผู้สนใจต้องศึกษาให้เข้าใจเงื่อนไขและรายละเอียดอย่างถ่องแท้ ก่อนการจรดปากกาเซ็นต์สัญญากรมธรรม์ เพื่อการรักษาสิทธิ์ของตัวเอง ซึ่งจะมีอะไรบ้างที่ไม่ควรพลาด เรามาดูพร้อมกันเลย

โรคหรือภาวะความเจ็บป่วยที่ได้รับความคุ้มครองมีอะไรบ้าง

ประกันสุขภาพจะไม่ครอบคลุมการเบิกค่ายา ค่ารักษาพยาบาลทางการแพทย์ ในโรคที่ผู้ทำประกันเป็นอยู่ก่อนแล้ว ดังที่เห็นว่าตัวแทนประกันจะต้องขอให้ลูกค้าตรวจสุขภาพก่อน ซึ่งแม้จะมีบางบริษัทที่โฆษณาว่าไม่ต้องตรวจร่างกาย แต่ก็จำเป็นต้องสอบถามเงื่อนไขในการรักษาพยาบาลในอนาคตไว้ด้วย เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดอันทำให้เสียเบี้ยประกันไปอย่างเปล่าประโยชน์

การทำประกันสุขภาพให้สิทธิ์ในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายเมื่อใด

ภายหลังการทำประกันสุขภาพแล้ว ไม่ใช่ว่าผู้เป็นเจ้าของกรมธรรม์จะสามารถขอเคลมค่ารักษาพยาบาลได้ทันที จำเป็นต้องเว้นระยะเวลาราว 30 วัน หลังการยื่นเอกสารหลักฐานอย่างครบถ้วนจึงจะมีสิทธิ์เบิกได้ ทั้งนี้ยังมีข้อยกเว้นในกรณีที่เป็นกลุ่มโรคเรื้อรังหรือโรคร้ายแรงบางชนิด เช่น โรคเนื้องอก โรคมะเร็ง โรคนิ่ว ฯลฯ จำเป็นต้องรอคอยเวลานานกว่านั้น อาจเป็นระยะเวลา 3 – 4 เดือนเลยทีเดียว

ประกันสุขภาพปฏิเสธการจ่ายเงินลูกค้าได้ไหม

คำถามนี้มักพบกับผู้ที่ทำประกันสุขภาพไปแล้วไม่สามารถเคลมเงินประกันได้ เราจึงควรทราบว่าทางบริษัทสามารถปฏิเสธการจ่ายได้ หากเข้าข่ายกรณีต่อไปนี้

  1. โรคร้ายที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่นั้น ถูกตรวจสอบพบว่าอยู่ในประวัติการรักษาของโรงพยาบาลมาก่อนการทำประกันสุขภาพ
  2. เป็นการรักษาเกี่ยวกับความสวยงาม เช่น รักษาสิว ฝ้า การทำเลเซอร์ลบรอยแตกลาย หรือกำจัดขนตามหน้าอก แขนขา รวมถึงการทำโบท็อกซ์ ศัลยกรรมเล็ก-ใหญ่เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความงาม เป็นต้น
  3. การนวด การฝังเข็มหรือการรักษาอื่นๆ ด้วยวิถีทางแพทย์แผนโบราณหรือแพทย์ทางเลือก
  4. การคลอดบุตร หรือการผสมเทียม การทำเด็กหลอดแก้ว กรณีผู้มีบุตรยาก

หลายท่านอาจเคยได้ยินกันมาบ้างว่ามีตัวแทนบริษัทบางรายแนะนำลูกค้าให้ปิดบังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคที่เป็น โดยอ้างว่าสามารถมีวิธีการป้องกันความลับนี้ไว้ได้ (หากเกินสองปีจะพ้นระยะที่บริษัทจะยกเลิกกรมธรรม์) ซึ่งแท้ที่จริงแล้วบุคคลเหล่านี้เป็นตัวแทนที่เห็นแก่ตัวจำนวนน้อยที่ทำเช่นนั้น เพื่อต้องการค่าคอมมิชชั่นจากการขาย ซึ่งหากทางบริษัทมีการตรวจสอบภายหลังว่ามีการปิดบังข้อมูล ก็มีสิทธิ์ยกเลิกสัญญากรมธรรม์กับลูกค้าได้ตามกฎหมาย

จะเห็นได้ว่า การทำประกันสุขภาพต้องใส่ใจในเงื่อนไขและสิทธิ์ประโยชน์ต่างๆ อย่างรอบด้าน ก่อนการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพทุกครั้ง ควรสอบถามเพื่อความมั่นใจและศึกษาข้อมูลในเอกสารกรมธรรม์ให้ละเอียดว่าตรงกับที่ตัวแทนประกันแจ้งไว้หรือไม่ หากมีข้อสงสัยใดๆ แนะนำให้สอบถามกับทางบริษัทโดยตรงจะดีที่สุด

วิธีลดเครียด แก้ปัญหาสุขภาพจิต ปี 2018

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเราอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจที่ทำให้มีความเครียดสูง การดูแลสุขภาพจิตด้วยการใช้เทคนิคต่าง ๆ ลดความเครียด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เรามาดูกันว่า ในปี 2018 มีเทคนิคลดความเครียดอะไรบ้าง ที่คนไทยนิยมกัน

1. การออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิ่นเล่นหรือการวิ่ง ก็ทำให้ร่างกายได้หลั่งสารแห่งความสุข ทำให้ช่วยลดความเครียดได้ นอกจากนี้การกระโดดเชือกหรือการเต้นแอโรบิก เพียงแค่ช่วง 1 เพลง หรือ 4 นาที ก็ทำให้ลดความเครียดและอารมณ์เบื่อเซ็งไปได้เกินครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

2. การฟังเพลงที่ชอบ ในช่วงเวลาเบรคจากงานทุก 20 นาที หรือระหว่างการอาบน้ำ สามารถช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายได้มากขึ้น ทั้งยังทำให้ช่วงเวลาพักนี้เป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่ให้สมองได้เบรค และ refresh จากเรื่องที่ครุ่นคิดอยู่ด้วย

3. การบริหารกล้ามเนื้อคอหลัง ไหล่ ในช่วงสั้น ๆ ระหว่างการทำงานทุกครึ่งชั่วโมง จะช่วยลดอาการตึงกล้ามเนื้อจากโรคออฟฟิซซินโดรม รวมถึงได้พักสายตา ลดอาการปวดตึงขมับจากความเครียดในการทำงานได้เป็นอย่างดี

4. การดื่มกาแฟเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของใครหลายคน แม้ได้กลิ่นกาแฟก็รู้สึก active ขึ้นมาแล้ว ทั้งนี้เพราะกาแฟมีสารคาเฟอีนซึ่งกระตุ้นร่างกาย ทำให้คลายจากความง่วงได้ แต่ก็ควรดื่มวันละ 1-2 แก้วเท่านั้น และไม่ควรดื่มหลังสี่โมงเย็น เพราะจะทำให้หลับยาก

5. การเคี้ยวช็อคโกแลตบาร์ ถั่ว อัลมอนด์และหมากฝรั่ง เป็นการทำให้เราได้ขยับช่วงขากรรไกร ซึ่งพบว่าสัมพันธ์กับอารมณ์เครียดที่จะลดลงได้ ทั้งนี้ยังมีการศึกษาพบว่าในช็อคโกแลตมีสารสำคัญตามธรรมชาติกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่จะทำให้อารมณ์เย็นและความคิดโลดแล่นขึ้นด้วย

6. การใช้กลิ่นอโรมาคลายเครียด จะเห็นได้ว่ามีผลิตภัณฑ์จำพวกน้ำมันหอม หรือครีมโลชั่นสูตรอโรม่า ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทั้งในและต่างประเทศ เพราะมีการวิจัยแล้วว่ากลิ่นลาเวนเดอร์และกลิ่นส้มซีตรัส จะช่วยให้สมองได้ผ่อนคลาย ลดความเครียดและทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น

7. การทำสมาธิ เป็นวิธีตามรู้ลมหายใจ เข้าออก สั้นยาว โดยไม่ไปบังคับ เป็นการฝึกให้มีสติและทำให้ลดความพลุ่งพล่านของอารมณ์ได้เป็นอย่างดี หากฝึกบ่อย ๆ จะทำให้ลดความรุนแรงของความโมโหและลดอาการ “โกรธง่าย หายช้า” ได้อย่างแน่นอน

ทั้งเจ็ดข้อที่กล่าวมา ล้วนเป็นเทคนิคที่คนไทยนิยมใช้สำหรับลดความเครียด ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพจิตของคนจำนวนไม่น้อย โดยในต่างประเทศก็มีคนอีกไม่น้อยใช้เทคนิคเดียวกันนี้ โดยเฉพาะเรื่องของการฝึกสมาธิก็กำลังเป็นเทรนด์ที่นิยม เพราะมีการยืนยันแล้วว่าช่วยสร้างความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ ได้เป็นอย่างดี

3 เหตุผลที่อาหารกลางวันโรงเรียน ควรมีคุณภาพดี

เลือกอาหารที่ดีต่อเด็กนักเรียน

ดูเหมือนโปรแกรมมื้ออาหารกลางวันของทุกโรงเรียนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและการปรับปรุงใหญ่ หลังจากกระแสข่าวขนมจีนคลุกน้ำปลาทำเอาช็อกไปตามกัน เราทุกคนรู้ดีว่าอาหารเพื่อสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ สร้างความมั่นใจว่าเด็ก ๆ จะมีสุขภาพดี สร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง สามารถเรียนรู้และเติบโตเต็มศักยภาพสูงสุดของแต่ละคน เพราะ “กินดี” จึง “เรียนดี” อาหารกลางวันของเด็กๆ ต้องมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่ใช่แค่อิ่มท้องเท่านั้น ในห้องอาหารกลางวันบางครั้งก็ยากที่จะตรวจสอบ ไม่ว่าจะเรื่องคุณภาพอาหารหรือแม้แต่ห้องเตรียมอาหารที่ถูกสุขลักษณะ อาหารกลางวันของโรงเรียนนับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา หากเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น จะเห็นว่ามื้อกลางวันสำคัญมาก เมนูหลักมื้อกลางวันมักจะเป็นข้าว ผัดผักกับเนื้อสัตว์ ซุปหรือแกงจืด และนม 1 กล่อง นอกจากเมนูหลักแล้ว ยังมีเมนูอื่นๆ ให้เลือกอีกมากมาย แต่ไม่ว่าจะรับประทานอะไรมื้อนั้นจะต้องใส่ใจรายละเอียดของการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เด็กๆ ได้รับสารอาหารจำเป็นครบถ้วน

มีเหตุผล 3 ประการที่ว่าทำไมอาหารมื้อกลางวันในโรงเรียนควรมีประโยชน์ต่อสุขภาพที่สุด ดังนี้…

1.การกินเพื่อสุขภาพเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิต

เด็กๆ ไปโรงเรียนเพื่อเรียนรู้ ส่วนหนึ่งที่ควรเรียนรู้คืออาหารและโภชนาการมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพลังในการเรียนรู้ แม้ว่าความรู้เรื่องโภชนาการจะไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมอาหารที่ผลิตเมนูอาหารขยะออกมาหลอกล่อเด็กๆ ไม่เว้นแต่ละวัน แต่อย่างน้อยมื้ออาหารกลางวันในโรงเรียนควรเป็นตัวอย่างที่ดีว่าเราจะกินอะไรที่ดีต่อสุขภาพ เด็กๆ เรียนรู้อะไรจากโรงเรียน กลับบ้านก็จะไปบอกพ่อแม่อย่างนั้น เช่น บอกพ่อแม่ไม่ให้สูบบุหรี่เพราะครูสอนว่าไม่ดี ถ้าโรงเรียนจัดเมนูมื้อกลางวันที่มีคุณภาพ เด็กจะเรียนรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพจากที่โรงเรียนเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะชอบอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดที่ดูน่าอร่อย แต่เด็กจะรู้ว่าอาหารเหล่านั้นเต็มไปด้วยไขมัน ปริมาณเกลือมาก คุณค่าทางอาหารน้อย แคลอรี่สูง นานๆ ทีกินได้ และรู้ว่าอะไรกินดี เช่น อาหารสดอุดมด้วยสารอาหาร

2.โรงเรียนควรสนับสนุนอาหารที่ต่อสุขภาพ

สำหรับพ่อแม่ที่ดูแลลูกน้อยที่บ้านให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่มีสุขภาพดีอยู่เสมอ โรงเรียนไม่ควรทำลายความพยายามที่ดีของพ่อแม่ มื้ออาหารกลางวันต้องเลือกใช้วัตถุดิบที่มากด้วยคุณภาพ ไม่ใช่เนื้อลดราคาหรือเศษผักจากตลาด โดยไม่มองความสุขและสุขภาพที่ดีของนักเรียน สิ่งสำคัญกว่านั้นคือเด็กยากไร้ด้อยโอกาส พวกเขาได้รับความสุขจากอาหารที่จะได้รับประทานในโรงเรียน เพราะอาหารการกินที่บ้านไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน

อาหารเด็ก ควรดีต่อสุขภาพ

3.เงินภาษีของเราไม่ควรทำให้เด็กป่วย

แน่นอนว่าภาษีที่เราจ่ายไปเป็นงบประมาณโครงการอาหารในโรงเรียน ควรปรุงมื้อกลางวันเป็นอาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก ไม่ใช่อาหารแปรรูปทำจากโปรตีนจากสัตว์ เหมือนอย่างเนื้อเบอร์เกอร์ที่นำเศษชิ้นเนื้อตัดแต่งมาบดผสมไขมันและอื่นๆ เต็มไปด้วยไขมันไม่ดีเรียกว่าอาหารขยะ เป็นเมนูอาหาร “รายการโปรด” ที่ไม่เป็นประโยชน์ จะเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคอ้วนในเด็ก คงไม่มีใครอยากให้เงินภาษีของตนเองใช้จ่ายซื้ออาหารคุณภาพต่ำทำให้เด็กเจ็บไข้ได้ป่วย

พ่อแม่และโรงเรียนมีส่วนสำคัญในการพัฒนานิสัยการกินที่ดีในช่วงต้นชีวิต อาหารไทยมีเมนูอาหารเพื่อสุขภาพมากมาย หากรู้จักจัดสรร งบประมาณทำครัวไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายมาก ปัจจุบันมีโครงการอาหารกลางวัน ปลูกผักสวนครัว ปลูกพืชไร่ เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เพื่อนำผลผลิตที่ได้มาสนับสนุนกิจกรรมโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน ส่งผลให้นักเรียนที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตมีสุขภาพอนามัยดีขึ้น ถือเป็นบทเรียนชีวิตที่สำคัญซึ่งไม่เพียงจะส่งผลดีต่อสุขภาพของนักเรียนเท่านั้น แต่ยังส่งต่อความรู้ไปถึงครอบครัวและคนรุ่นหลังอีกด้วย

วิธีป้องกันปัญหาสุขภาพดวงตา ที่มาจากการใช้คอมพิวเตอร์

ดวงตาล้า จากการจ้องหน้าคอม

การใช้คอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นสิ่งปกติของคนจำนวนมากไปแล้ว ไม่ว่าจะในรูปแบบของเดสก์ทอปหรือแล็ปท็อป งานประจำวันส่วนใหญ่ทำบนคอมพิวเตอร์และส่วนมากเวลาของเราถูกใช้ไปกับการมองภาพที่หน้าจอ และยังรวมถึงการใช้แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน และเนื่องจากการสัมผัสกับหน้าจอเหล่านี้เป็นเวลานานเราจึงมีความเสี่ยงต่อปัญหาสายตามากขึ้นและปัญหาเกี่ยวกับสายตาเหล่านี้เรียกว่า Computer Vision Syndrome การป้องกันปัญหาสุขภาพในเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสามารถทำได้โดยวิธีต่อไปนี้

ไปทดสอบสายตาและตรวจสุขภาพ : ไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดเมื่อคุณสังเกตเห็นว่าตัวเองมีน้ำตาไหลบ่อยๆ ปวดศีรษะและตาพร่ามัว แจ้งหมอที่ทำการตรวจเกี่ยวกับเวลาที่คุณใช้ไปบนหน้าจอทั้งที่บ้านและที่ทำงาน

ออกกำลังกายให้ดวงตา : คนที่ใช้คอมพิวเอร์มีโอกาสสูงที่จะมีสายตาเบลอหรือเกิดการระคายเคืองในดวงตา ฝึกการออกกำลังกายแบบเรียบง่ายเช่นกระพริบซ้ำ ๆ กลิ้งตาไปมา และมองไปที่วัตถุที่ห่างไกลเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสายตาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการสัมผัสกับหน้าจอดิจิตอลเป็นเวลานาน

หยุดพักทุกๆ 20 นาที : หลีกเลี่ยงการทำงานด้วยการมองไปที่หน้าจอเป็นเวลานาน หยุดพัก 20 วินาทีหลังจากผ่านไปทุกๆ 20 นาที ถ้าคุณต้องทำงานเป็นเวลานาน เพื่อจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงโรคเกี่ยวกับสายตาได้ในระดับหนึ่ง

ให้แน่ใจว่าคุณนั่งอยู่ในแสงที่ดีในการทำงาน : เพื่อหลีกเลี่ยงความเครียดของสายตา แสงที่ดีจึงมีความสำคัญมาก ในการนั่งทำงานจึงมีควรแสงสว่างในระดับที่พอดีไม่มืดหรือจ้ามากเกินไป

ลดเวลาที่คุณใช้จ่ายไปกับหน้าจอ : คุณสามารถลดการใช้สายตาได้ด้วยการตัดเวลาที่คุณใช้ไปบนหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ หลีกเลี่ยงการใช้สมาร์ทโฟนของคุณเมื่อไปที่เตียงเพื่อจะนอน หลีกเลี่ยงการจ้องมองที่หน้าจอในที่มืดเท่าที่จะเป็นไปได้ ให้ใช้เวลาบนหน้าจอเพื่อการทำงานเท่านั้น

จัดเรียงคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม : ตรวจสอบให้แน่ใจว่าหน้าจอแล็ปท็อป / เดสก์ท็อปมีระดับต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อยถ้และหน้าจอห่างจากใบหน้าประมาณ 20-28 นิ้ว

สวมแว่นตาป้องกันแสงสะท้อนและปรับการตั้งค่าหน้าจอของคุณ : คุณรู้ว่าในท้องตลาดมีแว่นตาคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อลดความเมื่อยล้าตา ปวดตา ปวดศีรษะ ใช้แก้วเช่นซึ่งจะช่วยให้การทำงานอย่างต่อเนื่องได้ดี แว่นตาเหล่านี้กรองแสงสีฟ้าที่ปล่อยออกมาจากแท็บเล็ต เดสก์ท็อป แล็ปท็อปและสมาร์ทโฟน รวมทั้งปรับความสว่างหน้าจอ ขนาดตัวอักษรและความคมชัดจนกว่าคุณจะพบการตั้งค่าที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

ทั้งหมดนี้คือการดูแลสุขภาพสายตาของคนในยุคใหม่อย่าง Computer Vision Syndrome เพื่อป้องกันปัญหาสายตาที่เกิดขึ้นได้หากใช้อุปกรณ์เหล่านี้เป็นเวลาต่อเนื่องกันนานๆ

เปลี่ยนตัวเองให้มีสุขภาพดี ด้วย 5 วิธีแบบง่ายๆ

เปลี่ยนตัวเองให้มีสุขภาพดี

การดูแลสุขภาพ บางคนก็บอกว่าง่าย ส่วนบางคนก็อาจจะคิดว่ายาก จริง ๆ แล้วในกระบวนการดูแลสุขภาพนั้น แต่ละคนย่อมที่จะมีเทคนิคที่แตกต่างกันออกไป บางคนเน้นที่จะเลือกรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ โดยเน้นผักและผลไม้เป็นหลัก บางคนเน้นที่จะออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ และเลือกรับประทานอาหารโดยนับตามแคลลอรี่ แต่ไม่ว่าจะใช้เทคนิคไหนก็ตาม ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องหันมาเน้นรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ เพื่อที่จะสามารถดูแลสุขภาพได้ดีมากยิ่งขึ้น และในเรื่องของการรับประทานอาหารเพื่อที่จะดูแลสุขภาพได้อย่างแท้จริง เราขอแนะนำ ดังนี้

เริ่มต้นเปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหาร

น้ำมันที่คุณนำมาใช้ในการปรุงอาหารนั้น คุณใช้น้ำมันอะไร แบบไหน? ในกรณีที่เราอยากจะแนะนำเพื่อให้คุณได้ดูแลสุขภาพโดยตรง เราขอให้คุณอย่าประหยัดเงินที่จะใช้ในการเลือกซื้อน้ำมัน โดยให้คุณเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาลงทุนยอมซื้อน้ำมันราคาแพงแต่มีประโยชน์อย่างแท้จริง อย่างเช่น น้ำมันมะกอก , น้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งคุณจะสามารถลดไขมันที่เป็นโทษต่อสุขภาพร่างกายได้ส่วนหนึ่งเลยทีเดียว

เน้นดื่มน้ำให้มากขึ้น

การดื่มน้ำให้มากขึ้นต่อวัน โดยค่อย ๆ ดื่มทีละนิด จิบทีละหน่อย แต่ต้องให้ได้ปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม ย่อมเป็นใบเบิกทางที่ดีในการดูแลสุขภาพของคุณ แต่ถ้าหากคุณทำได้ เราขอให้คุณดื่มน้ำวันละประมาณ 2 ลิตรเป็นอย่างต่ำ แต่ถ้าหากใครทราบว่าไตของตนเองทำงานผิดปกติ ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ว่าควรดื่มน้ำวันละเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม และไม่เป็นอันตรายต่อตัวคุณ

พยายามเสริมแคลเซียมให้กับตัวคุณ

การดื่มนมหรือแม้กระทั่งการรับประทานปลาตัวเล็กทั้งตัวและก้าง หรือแม้กระทั่งการเลือกกินผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว ย่อมสามารถที่จะเสริมสร้างแคลเซียมที่จำเป็นต่อร่างกายของคุณได้ ส่งผลทำให้ระบบประสาทสามารถทำงานได้ดี กล้ามเนื้อและกระดูกของคุณก็แข็งแรงอีกด้วย

จงเลิกกินขนมและของจุกจิก

ไม่ว่าจะเป็นโดนัท คุกกี้ หรือแม้กระทั่งเค้กหน้าสวย ๆ เย้ายวนใจ สิ่งเหล่านี้คุณควรลดปริมาณลง หรือถ้าจะให้ดีควรเลิกรับประทานไปเลยยิ่งดี ถ้าคุณรู้สึกหิวก็เลือกที่จะรับประทานผลไม้แทน นอกจากนี้คุณควรพยายามทำความรู้จักและเริ่มต้นรับประทานธัญพืชพร้อมทั้งข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน และ ลูกเดือยให้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้คุณคุ้นเคยไปกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพของคุณโดยตรง เพราะอาหารเหล่านี้ดีจริงต่อสุขภาพ เนื่องจากอุดมไปด้วยไฟเบอร์อย่างมากมาย ลดโรคภัยอันร้ายแรงได้หลากหลายโรคด้วยกัน

4 วิธี ที่จะทำให้คุณสุขภาพดีได้อย่างแน่นอน

สุขภาพดีได้

ในเรื่องของการดูแลสุขภาพ เราสามารถเจาะประเด็นไปที่คำถามที่ว่า “ทำอย่างไรถึงจะสุขภาพดี” ซึ่งคำถามนี้หากจะให้ค้นหาคำตอบ นับได้ว่าสามารถค้นหาคำตอบได้หลากหลายข้อ หลากหลายประการด้วยกันเลยทีเดียว เพราะในปัจจุบันถือได้ว่ามีอยู่หลากหลายวิธี ที่จะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ แต่การดูแลสุขภาพนั้น หากคุณไม่ได้ทำตามวิธีใดวิธีหนึ่งอย่างสม่ำเสมอ หรือ เลือกที่จะดูแลสุขภาพของคุณอย่างสม่ำเสมอ แน่นอนเลยว่าต่อให้คุณเลือกมาสักสิบวิธี และเลือกที่จะทำตามทุกวิธี ทำบ้างไม่ทำบ้าง ต่อให้ทำนานแค่ไหนก็ไม่ได้ผลอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ถ้าหากคุณเลือกที่จะดูแลสุขภาพด้วยวิธีไหนเป็นหลัก ก็ขอให้ทำตามวิธีนั้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่นานคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงตามมา ส่วนวันนี้เรามี 4 วิธีที่จะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

1.เน้นทางอาหารที่มีประโยชน์อย่างเหมาะสม – สิ่งที่คุณจะต้องเน้นในเรื่องของการรับประทานอาหาร เพื่อที่จะปฏิวัติให้ตัวคุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้นั้น นั่นก็คือ การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง และ เลือกที่จะรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งจะต้องไม่มากเกินไป และ ไม่น้อยเกินไป อีกทั้งคุณควรรับประทานให้ครบทั้ง 3 มื้อเป็นหลัก โดยเฉพาะในมื้อเช้าซึ่งถือได้ว่าเป็นมื้อที่คุณไม่ควรขาด และที่สำคัญไม่ควรมีอาหารมื้อดึกหรือมื้อที่ 4 ตามมา

2.น้ำ ต้องดื่มให้มากพอ – หากคุณหันมาใส่ในและเน้นดื่มน้ำกันสักนิด สุขภาพของคุณก็จะดีขึ้นได้อย่างแน่นอน อย่างน้อยถ้าหากคุณดื่มน้ำได้ไม่ถึง 8 แก้วต่อวัน คุณก็ควรที่จะเริ่มปฏิวัติหันมาดื่มน้ำให้มากขึ้นกว่าเดิม และเมื่อชินไปกับการดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ อัตราการดื่มน้ำของคุณก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นไปเอง

3.ต้องหมั่นฟิตแอนด์เฟิร์ม – การออกกำลังกายถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยทำให้คุณได้เริ่มต้นหันมาดูแลสุขภาพได้อย่างจริงจัง ยิ่งถ้าหากคุณสามารถออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ ทุกวัน ไม่นานคุณจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ต่อให้คุณไม่ได้ออกกำลังกายแบบหนัก ๆ ออกกำลังแบบเบา ๆ แต่ทำทุกวัน แค่นี้ก็สร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ตามมา

4.เน้นพักผ่อนให้เพียงพอ – กลุ่มคนทำงานส่วนใหญ่ มักจะมีช่วงเวลาในการพักผ่อนแบบไม่เพียงพอ ส่งผลทำให้ร่างกายของคุณทรุดโทรมได้แบบทันตาเห็น อย่างน้อยในแต่ละวันคุณควรจัดสรรเวลานอนให้ได้ 6 – 8 ชั่วโมงเป็นหลัก ซึ่งถ้าหากคุณทำได้ วันใหม่ของคุณก็จะสดชื่นแจ่มใส หากทำแบบนี้ได้ทุกวัน รับรองเลยว่าสุขภาพของคุณจะดีได้จริงแท้แน่นอนเลยทีเดียว

หากเรายังคงเน้นย้ำเลือกตามทำวิธีต่าง ๆ เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่นานผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมา ย่อมเป็นผลลัพธ์ที่ดีจริงต่อตัวคุณ ขอแค่คุณเลือกทำตามเพียงแค่ 4 วิธีนี้ต่อวัน หากได้ทำทุกวัน คุณจะได้สัมผัสสุขภาพที่ดีตามมาในไม่ช้าแน่นอน

การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยกระชับสัดส่วนได้

การออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ชายหญิงที่เริ่มเข้าสู่ช่วงสูงวัย บางคนจะมีความรู้สึกท้อแท้ในร่างกายของตัวเอง เนื่องจากว่ามีรอยเหี่ยวย่น รอยตีนกาและหนังไม่เต่งตึงกระชับเหมือนสมัยวัยรุ่นเอาเสียเลย ยิ่งถ้าเป็นคนอ้วนด้วยแล้วนั้นจะยิ่งหย่อนยานผิดปกติ พื้นฐานของชีวิตมนุษย์เราเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายก็จะสึกหรอเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา การที่จะให้ร่างกายของคนแก่มาฟิตเฟิร์มกระชับเหมือนกับวัยรุ่นนั้นเป็นไปได้ยาก แต่ไม่ใช่ว่ามันจะไม่สามารถบรรเทาลงได้เลย

การออกกำลังกายนั้นจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการยกกระชับสัดส่วนของตัวเรา ทั้งในเรื่องสะโพก หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา และส่วนอื่นๆอีกมากมายตามร่างกาย ลองสังเกตดูว่าคนแก่ที่หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอกับคนแก่ที่ปล่อยตัวเองร่วงโรยไปตามกาลเวลา ความเหี่ยวย่นของผิวหนังนั้นจะต่างกันอย่างมาก บางทีผู้ที่มีอายุสูงวัยเข้า 60 ปีขึ้นอาจจะมีร่างกายฟิตกระชับดูดีไม่ต่างจากวัยรุ่นอายุ 20 ต้นๆเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นเพราะคนสูงวัยท่านนั้นได้มันออกกำลังกายและดูแลสัดส่วนให้ดีอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ความดูดี เป็นของแถมจากการหมั่นออกกำลัง

สิ่งที่เขาคาดหวังนั้นหลักๆส่วนมากถ้าเป็นคนสูงวัย จะคาดหวังในเรื่องของสุขภาพที่ดี เวลาไปหาหมอ มีโรคแทรกซ้อนขึ้นมา จะเป็นเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ หรือโรคอื่นๆที่เกิดขึ้นได้ง่ายกับผู้สูงวัย หมอก็มักจะให้ผู้สูงวัยเหล่านั้นมันรู้จักการออกกำลังกายให้มากขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้รับการเผาผลาญ ได้รับการสร้างกล้ามเนื้อ และสิ่งที่ได้พ่วงมานั่นก็คือความดูดีและกระชับ คนที่รักสุขภาพนั้นน้อยคนนักที่จะมีร่างกายอ้วนหรือผอมแห้งจนเกินไป ส่วนใหญ่จะมีกล้ามและสัดส่วนที่ดูเว้า กระชับ ดึงดูดเพศตรงข้ามได้ดี

ยิ่งถ้าเป็นชายหญิงวัยรุ่นหนุ่มสาวที่มีหน้าตาดีด้วยแล้ว จะยิ่งเพิ่มแรงดึงดูดเพศตรงข้ามอย่างทวีคูณเลยทีเดียว ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้หวังว่าเราจะต้องดูดีต่อคนอื่น แต่การหมั่นออกกำลังกาย นั้นย่อมดีกับสุขภาพของตัวเราเองอยู่เสมอ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ใครใครก็ทำได้ อยากดูดี อยากสุขภาพดี ไม่อยากเสียงเงินให้หมอทีละหลาย 10,000 หรือจะต้องเป็นหลัก 1,000,000ในกรณีที่เราต้องเป็นโรคเจ็บใครได้ป่วยร้ายแรง ก็ควรรู้จักดูแลสุขภาพให้ดีอยู่อย่างสม่ำเสมอ