General

โรคซึมเศร้า อาการป่วยที่บั่นทอนสุขภาพกายใจ ปี 2018

โรคซึมเศร้า อาการป่วยที่บั่นทอนสุขภาพกายใจ ปี 2018

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยรู้สึกผิดหวัง เศร้าเสียใจ เพราะสอบไม่ติด ไม่ผ่านสัมภาษณ์งาน โดนเจ้านายดุว่า อกหัก แฟนทิ้งไปมีคนใหม่ หรือคนที่รักเสียชีวิตจากไป คุณย่อมรู้สึกได้ถึงสุขภาพกายใจที่ถูกบั่นทอนความสุข นั่นคือ มีความเศร้าซึม หรือ มองโลกแบบ BLUE คือมันมัว ๆ หมอง ๆ ทำอะไรก็เบื่อ ไม่อยากขยับร่างกาย นอนไม่หลับ หรือไม่ก็อยากหลับไม่อยากตื่น อะไรที่เคยชอบก็ไม่อยากทำ อะไรที่เคยกินก็เบื่อ ไม่เจริญอาหาร หรือไม่ก็สุดโต่งอีกทาง คือกินไม่บันยะบันยัง กินให้อ้วนกันไปข้าง

อาการทั้งหมดนี้ เข้าข่าย “อาการซึมเศร้า” ทั้งสิ้น ซึ่งต้องรีบหาทางเยียวยาตัวเองก่อนที่จะปล่อยให้เรื้อรังยืดยาวไปนานเป็นสิบ ๆ วัน ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นเท่ากับว่า คุณอาจจะเป็นผู้ป่วยใหม่ “โรคซึมเศร้า” ซึ่งมีการเก็บสถิติพบว่า คนทั่วโลกราว 20 เปอร์เซนต์ ที่เป็นโรคซึมเศร้า นั่นเปรียบได้กับ นำคนมายืนเรียงแถวหน้ากระดาน ในหนึ่งร้อยคน จะมีอยู่ในนั้น 20 คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

เรียกได้ว่าเป็นตัวเลขผู้ป่วยที่สูงมาก และเท่ากับโอกาสที่คุณหรือใคร ๆ ก็เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้ โดยเฉพาะในคนที่มีบุคลิกมั่นใจในตัวเอง กล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็น คนเก่งระดับแนวหน้า หรือที่เรียกว่า กลุ่มไอคิวสูงที่ไม่เคยต้องเผชิญกับความผิดหวัง

เพราะที่ผ่านมา การศึกษาเน้นที่การเชิดชู “คนเก่ง ไอคิวสูง” ให้ได้ “โชว์พาว” กันมาก ๆ เมื่อคนกลุ่มนี้ เจอกับความผิดหวัง หรือ ป้าย “WRONG” ก็เท่ากับ “ถูกปิดประตูใส่หน้า” ทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าง่ายกว่าคนที่เรียนรู้ ล้มลุกจากความพ่ายแพ้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากความผิดพลาด และมองโลกอย่างมีความหวัง

แน่นอนว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้า แม้เริ่มจากปัญหาสุขภาพจิต แต่ก็จะตามมาด้วยอาการทางกาย ร่างกายอ่อนล้า รู้สึกเพลียไร้เรี่ยวแรง จนหลายคนไม่สามารถเรียนหรือทำงานต่อได้ กลายเป็นว่าขาดรายได้ดูแลตัวเอง เป็นปัญหาใหญ่ซ้ำเติมชีวิตเขาเหล่านั้นเข้าไปอีก

โรคซึมเศร้า จึงเป็นปัญหาสุขภาพทางจิตเวชที่ต้องกินยาและบำบัดด้วยการคุยกับจิตแพทย์ที่มีความชำนาญจนกว่าจะทุเลาและมีภูมิทางจิตใจที่แข็งแรงขึ้น คุณจึงจะสามารถหยุดยาและกลับมามีชีวิตที่เป็นปกติเหมือนก่อนได้

แบบสำรวจในการสำรวจตัวเอง

หากคุณไม่แน่ใจว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดเข้าข่าย โรคซึมเศร้าไหม กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้โพสต์แบบทดสอบไว้ให้คุณดาวน์โหลดได้เองง่าย ๆ ที่นี่ https://www.dmh.go.th/test/download/files/2Q%209Q%208Q%20(1).pdf แบบสำรวจนี้ จะทำให้คุณได้สำรวจตัวเองโดยไวและหากอาหารซึมเศร้าเกิดกับคนใกล้ชิด คุณจะได้ทราบว่า เขาเหล่านั้นกำลังป่วยทางใจ ควรให้เขาได้ระบาย เพื่อลดความอัดอั้นหรือลดความทุกข์ในใจในเบื้องต้น และควรแนะนำอย่างใจเย็นให้เขาปรึกษาคุณหมอจิตเวชเฉพาะทางจะดีที่สุด

แบบสำรวจในการสำรวจตัวเอง

ประโยชน์ของขิง ดีต่อสุขภาพจริงหรือหลอก

ประโยชน์จากขิง ช่วยอะไรได้บ้าง

ขิงเป็นสมุนไพรไทยที่ใช้กันมานาน ไม่ว่าจะสับซอยปรุงรสอาหาร ชงชาให้มีกลิ่นหอม หรือนำมาสกัดผสมในเครื่องสำอาง นอกจากรับประทานอร่อยแล้ว ขิงมีประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยลดแก๊สในกระเพาะ แก้อาการคลื่นไส้ ช่วยลดน้ำหนัก สารสกัดจากขิงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งนำมาใช้ในทางการแพทย์ทั่วโลกมานานหลายศตวรรษเพื่อบรรเทาอาการปวด ลดภาวะอักเสบ ระงับอาการคลื่นไส้ อาการปวดประจำเดือน อาการเจ็บที่เกิดจากโรคข้อเสื่อม ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพดี ประโยชน์ในทางการแพทย์ที่พิสูจน์มาแล้วว่าอะไรจริงอะไรเท็จ มีดังนี้

ประโยชน์จากขิง ช่วยอะไรได้บ้าง

เป็นสารต้านการอักเสบ

ขิงจัดเป็นวงศ์เดียวกับขมิ้นและกระวาน เป็นสารธรรมชาติที่ต้านการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระ หากรับประทานสารสกัดจากขิงในปริมาณพอเหมาะเป็นประจำ จะช่วยลดอาการปวดข้อเข่า ลดอาการเจ็บขณะยืน เดินและอาการข้อติด สารสกัดของขิงที่อยู่ในน้ำมันนวดช่วยบรรเทาอาการปวดเข่า บรรเทาอาการปวด ข้อต่อ โรคข้ออักเสบ ลดอาการปวดกล้ามเนื้อและลดอาการเมื่อยล้าหลังการออกกำลังกายได้ ลองรับประทานเมนูผัดขิงหรือสารสกัดจากขิงหลังการออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายในวันรุ่งขึ้น

ลดอาการวิงเวียนศีรษะ

คุณประโยชน์จากขิงบรรเทาอาการคลื่นไส้ให้ดีขึ้นได้ จิบเครื่องดื่มน้ำขิงหลังจากทานอาหารมื้อหนักช่วยบรรเทาอาการท้องอืดและลดแก๊สในกระเพาะอาหาร ช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะได้

ช่วยลดน้ำหนัก

เชื่อกันว่าการดื่มน้ำขิงช่วยให้เจริญอาหาร ไม่มีข้อยืนยันในเรื่องนี้ แต่พบว่าน้ำหนักลดลงได้ เพราะขิงเข้าไปเร่งการเผาผลาญพลังงาน ในทางตรงกันข้ามกลับอาจทำให้ความรู้สึกอยากอาหารลดลง

ประโยชน์ของขิง ดีต่อสุขภาพจริงหรือหลอก

ขิงควบคุมน้ำตาลในเลือดได้

ได้ยินเสมอว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานรับประทานขิงแล้วจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ความจริงยังไม่มีงานวิจัยสรุปออกมาชัดเจนในเรื่องนี้ ทั้งเรื่องการส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลิน

ป้องกันโรคหัวใจ

การรับประทานขิงมีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจ เพราะมีคุณสมบัติลดระดับคอเลสเตอรอลซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เมื่อช่วยควบคุมน้ำหนักและลดคอเลสเตอรอลได้ผลดี การรับประทานขิงน่าจะมีส่วนช่วยผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีภาวะโรคหัวใจแทรกซ้อนได้เช่นกัน ลองปรุงขิง 2-3 ช้อนโต๊ะกับผักโขมและปลาแซลมอนที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 สารต้านอนุมูลอิสระในขิงและผัก รวมทั้งกรดไขมันในปลาแซลมอนส่งเสริมสุขภาพหัวใจได้อย่างคาดไม่ถึง

เวลาเลือกซื้อขิงจากตลาด มองหาขิงที่สดใหม่ ผิวมีรอยบากและรอยฟกช้ำน้อยที่สุด ขูดหรือตัดออกจะเห็นเนื้อสีเหลือง นำมาผสมในเมนูอาหาร หมูหรือไก่ผัดพริกขิง ปลาทอดขิง แกงป่า ยำแหนม เมี่ยงปลาโรยขิงซอย เกี๊ยวนึ่งไส้เห็ดหอมและขิง น้ำจิ้มข้าวมันไก่ หรือซอสขิงราดปลาแซลมอน สามารถคั้นน้ำผสมกับผลไม้ต่าง ๆ เช่น แครอทและสับปะรด เก็บขิงเหลือในถุงพลาสติกหรือทัปเปอร์แวร์ใส่ตู้เย็นไว้ได้นานถึง 4 สัปดาห์ ทันทีที่เห็นขิงอ่อนเปลี่ยนสีหรือมีจุดด่างดำ ให้ทิ้งไป อย่านำมาใช้อีก

เหตุผลทำไมถึงต้องดื่มชาเขียว มีผลดีต่อสุขภาพอย่างไร

น้ำชาเขียวดีต่อสุขภาพ

คุณอาจเคยได้ยินว่าชาเขียวดีต่อสุขภาพ มีเหตุผลสนับสนุนหลายประการ เช่น ลดระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตรอล ลดความอ้วน ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันอัลไซเมอร์ ป้องกันผมร่วง ดีต่อสุขภาพผิว เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และมีประโยชน์อีกมากมาย อาจทำให้หลายคนคิดทบทวนว่าบางทีถึงเวลาที่จะเปลี่ยนจากกาแฟมาดื่มชาเขียวในชีวิตประจำวันบ้างแล้ว

7 สาเหตุที่ควรดื่มชาเขียว

1.ป้องกันสูญเสียความทรงจำ
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าชาเขียวและชาดำช่วยป้องกันการสลายตัวของสารสื่อประสาท acetylcholine ซึ่งเชื่อมโยงกับความทรงจำ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานชี้ให้เห็นว่าชาเขียวอาจเป็นวิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ การดื่มชาเขียวลดความเสี่ยงต่อความผิดปกติของระบบประสาท 50% และความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ 86%

2. ต้านอนุมูลอิสระ
ชาเขียวมีฟลาโวนอยด์ที่มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ เรียกว่า เอปิคาเทชิน (Epicatechin) ซึ่งเชื่อมโยงกับการวิจัยหน่วยความจำในหนู เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าที่สามารถลดการเกิดโรคของเส้นเลือดทางสมอง และอาจช่วยป้องกันเซลล์สมองจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

3.ป้องกันโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเกิดจากร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ซึ่งอินซูลินตัวสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งอินซูลินและน้ำตาลมีผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดและอาจก่อสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงในระยะยาว ชาเขียวมีฟลาโวนอยด์และแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ซึ่งเป็นเม็ดสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในพืช ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้สม่ำเสมอ การดื่มชาเขียวจึงช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนอินซูลินและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2

4.ป้องกันความเสี่ยงของโรคหัวใจ
เป็นที่รู้กันดีว่าชาเขียวเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คุณรู้หรือไม่ว่าสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกัน แอล ดี แอล คอเลสเตอรอลเกิดออกซิไดซ์ จึงไม่เกิดการอุดตันของหลอดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจ การศึกษาทั่วไปแสดงให้เห็นว่าชาเขียวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

5.กระตุ้นสมองตื่นตัวดีขึ้น
คนส่วนใหญ่ดื่มกาแฟเมื่อต้องการแก้ไขคาเฟอีน แต่แนะนำให้ดื่มชาเขียวดีกว่า ชาเขียวมีคาเฟอีนอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อกระตุ้นสมองตื่นตัวดีขึ้นโดยไม่มีผลเสียเหมือนกับกาแฟ เช่น ความวิตกกังวล

6.ลดความเสี่ยงเกิดฟันผุ
สารแคเทชิน (Catechins) พบได้ในชาเขียวสามารถฆ่าแบคทีเรียได้ ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย Streptococcus mutans ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดคราบจุลินทรีย์ ลดความเสี่ยงของการเกิดฟันผุ

7.ปกป้องผิวจากแสงแดด
สารสกัดจากชาเขียว เช่น Epigallocatechin gallate (EGCG) สารโพลีฟีนอลที่อยู่ในใบชาเขียวมีฤทธิ์ป้องกันรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ ทั้ง UVA และ UVB ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับครีมกันแดด

เมื่อรู้เรื่องราวดีๆ จากชาเขียวแล้ว คงไม่แปลกใจที่ชาเขียวจะกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในเอเชีย เพราะเรากำลังตระหนักถึงประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น แต่ถ้าคุณไม่ชอบรสชาติยังมีหลายวิธีทำให้รสชาติชาเขียวดีขึ้น

ชาเขียวดีต่อสุขภาพ