สุขภาพ

วิธีเลือกอาหารตามกรุ๊ปเลือดอย่างถูกต้อง เพื่อสุขภาพที่ดี

วิธีเลือกอาหารตามกรุ๊ปเลือดอย่างถูกต้อง เพื่อสุขภาพที่ดี

กรุ๊ปเลือดของแต่ละคนส่งผลต่อการเลือกอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งค่อนข้างจะไม่เหมือนกันเนื่องจากมีการย่อยที่มีความแตกต่างกัน ถ้าเลือกรับประทานอาหารได้ถูกต้องตามกรุ๊ปเลือด ก็จะทำให้ร่างกายนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ในทางตรงข้าม หากเลือกอาหารไม่ตรงกับกรุ๊ปเลือดก็จะทำให้ย่อยไม่หมด เกิดการตกค้างในร่างกายและนำไปสู่การเจ็บป่วยได้ ด้วยเหตุนี้ เบื้องต้นคุณต้องทราบตัวเองก่อนว่ามีกรุ๊ปเลือดอะไร ถ้ายังไม่ทราบให้ไปเจาะเลือดตรวจก่อน แล้วเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับคุณ ดังต่อไปนี้

อาหารสำหรับกรุ๊ปเลือดโอ

กรุ๊ปโอ เป็นกรุ๊ปเลือดที่เกิดมาก่อนกรุ๊ปอื่น หากใครอยากมีระบบย่อยอาหารที่ดี ควรเลือกอาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือเนื้อแดง เช่น วัว แพะ เป็นต้น ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารประเภทธัญพืช ข้าวสาลี เนื่องจากจะทำให้ระบบการย่อยไม่ดี เพราะฉะนั้น จะดีไม่น้อยเลยเมื่อได้ปฏิบัติตามที่ได้กล่าวไว้ ก็จะช่วยลดปัญหาเรื่องสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะระบบภายในร่างกายเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น

อาหารสำหรับกรุ๊ปเลือดเอ

กรุ๊ปเอ เป็นกรุ๊ปเลือดที่พัฒนามาจากกรุ๊ปโอ แต่จะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ หากได้รับประทานเนื้อแดงก็จะทำให้ย่อยยากมาก เนื่องจากอวัยวะภายในที่เป็นส่วนกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดต่ำ ทางที่ดีจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น นม เนย ไข่ ไส้กรอก แฮม กุนเชียง แล้วเปลี่ยนเป็นการรับประทานนมถั่วเหลืองและผักทดแทน

อาหารสำหรับกรุ๊ปเลือดบี

กรุ๊ปเลือดบี เป็นกรุ๊ปที่ไม่ค่อยเป็นปัญหาในการเลือกรับประทานอาหารเนื่องจากระบบอาหารของกรุ๊ปนี้มีการย่อยอาหารแบบสมดุล หมายความว่า สามารถย่อยได้ดีเยี่ยมทั้งผลิตภัณฑ์ที่เป็นกลุ่มเนื้อสัตว์ ไข่และนม นอกจากนี้ยังสามารถรับประทานกลุ่มผักทุกชนิดโดยเฉพาะผักที่มีสีเขียว

อาหารสำหรับกรุ๊ปเลือดเอบี

กรุ๊ปเลือดเอบี เป็นกรุ๊ปเลือดที่เกิดมาหลังสุดในบรรดากรุ๊ปอื่น ๆ โดยมีที่มาจากกรุ๊ปเลือดเอกับบีสองชนิดรวมกัน แต่ถ้าได้เปรียบเทียบกับกรุ๊ปโอ เอและบี แล้ว จะมีภูมิต้านทานมากที่สุด ส่วนในเรื่องการเลือกอาหารนั้นคล้ายคลึงกับกรุ๊ปเออย่างมากเพราะไม่เหมาะที่จะรับประทานเนื้อสัตว์ แต่ก็ยังสามารถย่อยผลิตภัณฑ์นมได้ดี

การรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือดเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นแนวทางที่ดีและเป็นที่ยอมรับมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ว่าช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้อาหารและโรคต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังมีหลายคนที่ยังไม่ทราบหรือละเลยความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งต้องการมีสุขภาพที่ดี ควรเปลี่ยนวิธีการรับประทานอาหารตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

โรคที่ต้องระวังในฤดูร้อน 2020

โรคที่ต้องระวังในฤดูร้อน 2020

โรคที่มากับฤดูร้อนในปี 2020 มีหลายชนิดที่ควรทบทวนเพื่อรู้จักโรคและดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นโรคที่มาจากอาหาร และปัจจุบันยังมีเชื้อชนิดร้ายอย่างโควิด-19 ที่ต้องระวังด้วย มาอ่านรายละเอียดพร้อมกันเลย

1. โรคอุจจาระร่วง
ภาวะอุจจาระร่วงมักจะเกิดจากการรับประทานอาหารที่ถูกแมลงวันตอม ซึ่งมักระบาดในช่วงฤดูร้อน นอกจากนี้ยังรวมถึงอาหารที่บูดเสียง่ายเนื่องจากสภาพอากาศ ทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่ปะปนในอาหารเข้าไปในร่างกาย เกิดการติดเชื้อภายในระบบลำไส้ แล้วแสดงอาการออกมาเป็นการถ่ายอุจจาระที่เหลวกว่าปกติ ถึงขั้นขาดสมดุลน้ำและเกลือแร่ จนเกิดอาการช็อคได้

2. ภาวะอาหารเป็นพิษ
มาจากอาหารที่ปรุงไม่สุกดี ทำให้มีเชื้อปรสิตต่าง ๆ ปนเปื้อนได้ โดยอาหารที่มีความเสี่ยงสูงเป็นกลุ่มอาหารทะเล เช่น การรับประทาน กุ้ง กั้ง ปู หอย ดอง ที่มีโอกาสสะสมเชื้อได้มากในฤดูร้อน รวมถึงการหยิบจับอาหารขณะมือสกปรก จะทำให้เสี่ยงต่อภาวะเป็นพิษง่าย จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลวมากกว่าปกติ ฯลฯ หากมีการติดเชื้อลุกลามไปที่อวัยวะอื่น เช่น ไต สมองหัวใจ ปอด ฯลฯ ก็จะทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมาก และหากรักษาไม่ทันการณ์ก็ทำให้เสียชีวิตได้ด้วย

3. โรคบิด
โรคบิดเกิดจากการบริโภคผักดิบหรือผักสดที่ล้างไม่สะอาดเพียงพอ นอกจากนี้ยังมาจากน้ำดื่มที่ไม่ผ่านการต้มเดือดนานพอ ทำให้มีอาการปวดท้องอย่างมาก ถ่ายอุจจาระบ่อย และสังเกตลักษณะของมูกเลือดปนออกมากับอุจจาระซึ่งมีกลิ่นเหม็นคาวมากด้วย

4. โรคพิษสุนัขบ้า
เกิดจากการถูกสัตว์ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนกัดหรือข่วนจนเป็นแผลตามร่างกาย จะทำให้เกิดการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดและเสียชีวิตได้ ซึ่งในฤดูร้อนของทุกปี เชื้อพิษสุนัขบ้าจะระบาด ดังนั้น เมื่อถูกสัตว์ที่ต้องสงสัยกัด ต้องรีบล้างแผล และรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

5. โรคติดเชื้อโคโรน่าไวรัส
ปัจจุบัน เชื้อโควิด-19 กำลังระบาดอยู่ทั่วโลก ซึ่งในช่วงฤดูร้อนนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะควบคุมเชื้อโรคได้ ดังนั้นต้องหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในแหล่งชุมชน เชื้อนี้สามารถติดบนเสื้อผ้าภาชนะของใช้และยังมีชีวิตอยู่ต่อได้หลายชั่วโมง ต้องหมั่นเช็ดถูทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ด้วยแอลกอฮอล์ และสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเวลาออกไปในพื้นที่สาธารณะ

จะเห็นได้ว่า โรคที่มากับฤดูร้อนมีอยู่หลายชนิดซึ่งเป็นอันตรายมากน้อยตามชนิดเชื้อและความแข็งแรงร่างกายของแต่ละบุคคล แต่กลุ่มคนที่ต้องระวังมาก คือ เด็กและผู้สูงอายุ ที่มีภูมิต้านทานน้อย ทั้งนี้ ก็ควรติดตามข่าวสารต่าง ๆ เพื่อการระวังโรคอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ต่อไป

หลักการดูแลผู้สูงอายุในบ้านให้ห่างไกลจากไวรัส COVID-19

การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ

COVID-19 เป็นเชื้อไวรัสชนิดร้ายแรงที่ยังหาทางรักษาได้ยาก เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ส่งผลทำลายเนื้อปอด ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ง่าย โดยเฉพาะหากติดเชื้อในผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี ที่มักมีโรคประจำตัว เช่น ความดัน ไขมันสูง เบาหวาน ซึ่งทำให้ร่างกายอ่อนแอ และมีความเสื่อมถอยของร่างกายอยู่แล้วด้วย ก็จะยิ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องช่วยกันป้องกันให้ห่างไกลจากโรคนี้

องค์การอนามัยโลกได้แนะนำอย่างไรสำหรับการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ

ต้องล้างมือบ่อย ๆ : การล้างมือที่ดีต้องล้างตามซอกนิ้ว ข้อมือ จนมาถึงข้อศอกด้วยน้ำสบู่นานต่อเนื่อง 20 วินาทีหรือเท่ากับการร้องเพลง Happy Birthday 2 รอบต่อกัน ก่อนที่จะล้างอีกครั้งด้วยน้ำสะอาดในเวลา 20 วินาทีเช่นกัน หลักการนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการลดปริมาณของเชื้อที่อยู่บนร่างกาย แต่หากอยู่ในระหว่างการเดินทางนอกสถานที่ก็สามารถใช้เจลแอลกอฮอล์แทนได้

หลีกเลี่ยงการใช้มือเปล่าไปสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ : ไม่ว่าในพื้นที่สาธารณะ หรือเหรียญเงิน ธนบัตร เพราะอาจจะได้รับอนุภาคไวรัสจากผู้ป่วยที่ยังตกค้างอยู่หลังจากการแพร่กระจายออกจากร่างกายได้หลายชั่วโมง ซึ่งเมื่อมือที่มีการติดเชื้อไปหยิบจับอาหารรับประทานเข้าปาก หรือเอามือไปลูบหน้าลูบตา ก็จะทำให้เกิดการติดต่อของเชื้อนี้ได้

งดการพาผู้สูงอายุไปออกกำลังกายในที่สาธารณะ : ในระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่ประกาศเป็นช่วงเฝ้าระวัง ขอให้งดการรวมตัวกันในที่ที่มีคนเยอะเป็นการชั่วคราว เช่น ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า วัด สถานที่ท่องเที่ยว ตลาดนัด ฯลฯ เพราะเป็นจุดที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อทั้งจากคนไทยด้วยกันเอง และชาวต่างชาติที่อาจมีเชื้อนี้อยู่ในร่างกายได้

ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ให้บ่อยขึ้น : ทั้งเสื้อผ้า จานชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ ไม้เท้า ฯลฯ ล้วนต้องเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาด ด้วยการเช็ดแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป หรือการใช้น้ำยาฆ่าเชื้ออื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

หลีกเลี่ยงการใช้บริการรถเมล์ เรือ รถตู้ รถไฟฟ้า ฯลฯ : เพราะเป็นยานพาหนะที่มีคนจำนวนมากหมุนเวียนกันใช้ อาจจะทำให้เกิดการได้รับเชื้อเข้าไปโดยบังเอิญได้

หากมีโรคประจำตัวที่ต้องใช้ยาจากโรงพยาบาล : ควรติดต่อโรงพยาบาลว่า สามารถหาซื้อยาเหล่านั้นที่ร้านขายยาแทนชั่วคราวได้หรือไม่ หรือให้ทางโรงพยาบาลจัดยาเดิมและส่งทางไปรษณีย์มาที่บ้านแทน เพื่อลดความเสี่ยงได้รับเชื้อจากโรงพยาบาล

ญาติต้องหมั่นพูดคุยกับผู้สูงอายุ : เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้ และป้องกันไม่ให้มีปัญหาสุขภาพจิตจากความเครียด ที่ผู้สูงอายุไม่สามารถเดินทางไปไหนหรือพบปะเพื่อนฝูงได้อย่างเคย ทั้งยังอาจมีความเครียดจากข่าวสารที่ได้รับรอบตัวด้วย

การระบาดของเชื้อ COVID-19 เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องไม่นิ่งนอนใจและไม่ควรประมาทในการดูแลทั้งสุขภาพตัวเองและผู้สูงอายุในครอบครัว พร้อมกันนั้น ก็ควรติดตามข่าวสารจากรัฐบาลเพื่อการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามสถานการณ์ต่อไป

หลักการดูแลผู้สูงอายุในบ้านให้ห่างไกลจากไวรัส COVID-19

เหตุผลที่สุขภาพนำพาความสำเร็จทางด้านการเงิน

เหตุผลที่สุขภาพนำพาความสำเร็จทางด้านการเงิน

สุขภาพกับเงิน หากเลือกได้คุณคิดว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกอะไรก่อน แน่นอนผู้คนมักจะเลือกเงินเพราะได้เข้าใจว่าเงินสามารถนำพาในสิ่งที่ต้องการได้ทุกอย่างจนลืมไปว่าสุขภาพต่างหากที่นำพาความสำเร็จทางด้านการเงิน ทำให้มหาเศรษฐีหรือนักธุรกิจที่เป็นเจ้าของอาลีบาบา ชื่อว่า แจ๊ค หม่า มีการกล่าวไว้ว่า คนกับลิงมีความแตกต่างกันเพราะถ้าได้วางเงินกับกล้วย ลิงจะเลือกกล้วยก่อนเพราะลิงไม่ทราบว่าเงินเป็นวัตถุที่สามารถแลกไปซื้อกล้วยอย่างมากมาย การที่ได้กล่าวไว้เพื่อให้เห็นว่าลิงยังเลือกสุขภาพก่อนสิ่งอื่น ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอกเหตุผลทำไมสุขภาพจึงนำพาความสำเร็จทางด้านการเงิน ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

ทำไมสุขภาพจึงนำพาความสำเร็จด้านการเงิน

สร้างรายได้กลับคืนมาใหม่ได้ตลอด

การแพทย์ได้มีความเชื่อว่า หากมีการดูแลสุขภาพอย่างดีอยู่แล้ว เมื่อไหร่ที่ประสบปัญหาทางด้านการเงินไม่ว่าจะเป็นสาเหตุอะไรก็ตาม แล้วทำให้เงินที่มีอยู่ได้หมดไป แต่เรื่องเงินหมดไม่ใช่ประเด็นของปัญหา ถ้ามีร่างกายที่แข็งแรงเพราะสามารถหารายได้กลับคืนมาได้ตลอด ในทางตรงข้าม หากมีเงินหมื่นล้าน พันล้านหรือแสนล้านหรือมีสมบัติอย่างมากมาย หากป่วยถึงขั้นนั่งรถเข็นหรือเป็นผู้ป่วยติดเตียง ไม่ว่าจะใช้จ่ายอะไรก็ไม่มีความสุขและยังไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีกลับมาได้ แสดงให้เห็นว่า สุขภาพที่ดีแพงกว่าเงิน

ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการพบแพทย์

สุขภาพนำความมั่งคั่งหรือที่เรียกว่า “Health Brings Wealth” คล้ายกับการลงทุนทำธุรกิจซึ่งจะต้องมีการเติมต้นทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น ต้นทุนเหล่านี้ป้องกันการเกิดสัญญาณป่วยหรือถึงขั้นต้องมีคนนำส่งโรงพยาบาลจนต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง กระทบต่อความสำเร็จทางด้านการเงิน ทางที่ดีควรสำรวจตัวเองเป็นประจำหรือ Detect ว่าสุขภาพร่างกายมีจุดบกพร่องตรงไหน ไม่ว่าจะเป็น ผมร่วง ตาไม่ชัด ปวดศีรษะบ่อย ประจำเดือนมาไปไม่ปกติ สิวขึ้น อ้วน หรืออื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันสามารถเข้าถึงหรือศึกษาการดูแลสุขภาพได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องไปหอสมุดแห่งชาติ ห้องสมุดโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยแล้ว เพียงค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้นเอง แต่ก็ต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลก่อนเพราะมีทั้งข้อมูลจริงและไม่จริง จากนั้นให้นำข้อมูลที่คิดว่าดีมาปรับใช้กับตัวเอง

การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะมีความสำคัญยิ่งกว่าเงินทอง นอกจากนี้ยังสามารถนำพาไปสู่ความฝันหรือเป้าหมายในทุกด้านโดยเฉพาะความสำเร็จทางด้านการเงิน ดังนั้น อย่าลืมใส่ใจสุขภาพตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานอย่างสมดุล ไม่หักโหม นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อซ่อมแซมร่างกายและผ่อนคลายจิตใจ ซึ่งจะทำให้มีความพร้อมทำสิ่งต่าง ๆ ได้ตามที่ต้องการ

ทำไมสุขภาพจึงนำพาความสำเร็จด้านการเงิน

สัญญาณเตือน ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเอง

สัญญาณเตือน ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเอง

สิ่งพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนได้รับเมื่อตั้งแต่แรกเกิด คือ ร่างกายและลมหายใจ แตกต่างกันตรงที่ว่าใครจะเกิดมามีร่างกายที่สมบูรณ์หรือใครที่จะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไป แต่ไม่ว่าจะสมบูรณ์หรือไม่ก็ตาม มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องดูแลร่างกายเพื่อการต่อยอดชีวิตในตอนที่ยังมีลมหายใจ

ด้วยเหตุนี้ เรื่องของสุขภาพจึงถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นสำคัญที่คนในปัจจุบันต่างให้ความสนใจ เพราะสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถสร้างให้ได้และก็ไม่สามารถใช้เงินทองแลกมาได้เช่นกัน ดังนั้น หากไม่อยากตัดทอนลมหายใจให้หมดไปก่อนอายุขัย ก็ไม่ควรมองข้ามสัญญาณอันตรายที่คอยเตือนเรื่องสุขภาพ อันได้แก่

สัญญาณอันตราย ในสุขภาพ

ร่างกายเหนื่อยง่าย

สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสร้างได้ด้วยการออกกำลังกาย เมื่อใดที่รู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อมสำหรับการทำกิจกรรมหรือทำอะไรได้นิดหน่อยก็รู้สึกเหนื่อย หมดแรง นั่นคือสัญญาณเตือนแล้วว่าร่างกายไม่พร้อมหรือสมบูรณ์มากเพียงพอในการทำกิจกรรมใด ๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงกิจกรรมเล็ก ๆ ก็ตาม เช่น การเดิน การก้าวขึ้นบันได เป็นต้น ฉะนั้นควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อร่างกายที่แข็งแรง

อ่อนเพลีย ไม่กระปรี้กระเปร่า

จงอย่าลืมว่า ร่างกายมิใช่เครื่องจักรที่ไม่มีชีวิต หากใช้งานหนักและไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ จะส่งผลต่อสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ อย่างน้อยการให้ร่างกายได้พักผ่อนหรือฟื้นฟูสภาพตัวเองสักวันละอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เปรียบเสมือนกับการซ่อมแซมเครื่องจักรที่พร้อมจะลุกขึ้นมาเดินเครื่องอย่างเต็มกำลังในวันถัดไปนั่นเอง

จิตวิตก

คำว่า สุขภาพ มิได้หมายความแต่สภาพร่างกายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงสภาพจิตใจที่จำเป็นต้องดูแลให้ควบคุมการทำงานประสานไปกับร่างกายด้วย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหากภาพจิตใจที่ย่ำแย่จะส่งผลต่อสุขภาพที่ย่ำแย่ตามไปด้วย ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการรับรู้หรือการกระทำใดที่ส่งผลด้านลบกับสภาพจิตใจ อาทิเช่น การเสพข่าวสารบนโลกโซเชียล การนินทาเจรจาว่าร้ายผู้อื่น เป็นต้น

หัวสมองไม่สั่งการ

นอกจากร่างกายและจิตใจจะส่งผลต่อสุขภาพโดยตรงแล้ว หัวสมองก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญในการขับเคลื่อนหรือควบคุมการทำงานเช่นกัน สุขภาพจะดีหรือแย่ จะร่วงหรือจะรุ่งก็ขึ้นอยู่กับหัวสมองและความคิดที่จะสั่งการลงไป หากอยากพัฒนาสมองให้ทำงานฉับไวอยู่ตลอดเวลาก็ต้องหาอาหารบำรุงสมองเพื่อนำไปหล่อเลี้ยงหรือบำรุง เช่น ผักผลไม้ที่มีประโยชน์ วิตามิน อาหารเสริม เป็นต้น

รูปร่างเกินเกณฑ์มาตรฐาน

ถ้าจะให้พูดตามภาษาแบบชาวบ้านและเข้าใจโดยง่ายคือ โรคอ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป เพราะไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมที่มากกว่าหรือน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานอายุและรูปร่าง ถือว่าเป็นบ่อเกิดโรคที่ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพที่จะตามมา เช่น อ้วนมากเกินไปอาจมีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือผอมเกินไปอาจเป็นโรคขาดแคลนสารอาหาร เป็นต้น

เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่สามารถพึ่งพาใครหรือโทษใครได้เลย เพราะทุกอย่างที่ส่งผลต่อสุขภาพตัวเองนั้นก็ย่อมเกิดจากตัวเองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกิน การออกกำลังกาย หรือการเลือกวิธีการดำเนินชีวิต ฉะนั้น จงอย่าลืมว่าในทุกการกระทำคือผลกระทบต่อสุขภาพทั้งสิ้น

สัญญาณอันตราย ในสุขภาพ

อาหารฟังก์ชั่น ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

อาหารฟังก์ชั่น ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

กระแสรักษ์สุขภาพยังมาแรงไม่หยุด ผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์กีฬา, เครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม รวมไปถึงอาหารฟังก์ชั่น (Functional food)

อาหารฟังก์ชั่นคืออะไร

เป็นกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดให้อาหารกลุ่มนี้ มีวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับสุขภาพ เพราะมีองค์ประกอบเพิ่มเติมจากสารอาหารทั่วไป (Nutrients) เช่น โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ ที่มีอยู่ในอาหารปกติอยู่แล้ว

องค์ประกอบเพิ่มเติมที่ว่านี้คือ สารประกอบทางเคมีที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและมีผลต่อสุขภาพของคนเรา เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ, โอเมก้า 3 เป็นต้น เมื่อมีสารเหล่านี้เพิ่มในอาหาร จึงทำให้อาหารฟังก์ชั่นกลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนรักสุขภาพในยุคปัจจุบัน เพราะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้นกว่าอาหารทั่วไป เช่น การบริโภคไข่ไก่ปกติ จะได้โปรตีน, ไขมัน, เหล็ก, ฟอสฟอรัส, วิตามินบี 12 และวิตามินเอ อยู่แล้ว แต่หากเติมสารอาหารเพิ่มเติมลงไป เช่น โอเมก้า 3 เป็น “ไข่ไก่เสริมโอเมก้า 3” จะทำให้ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นทั้งในแง่การเพิ่มไขมันดี, พัฒนาสมองและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งสารเหล่านี้ไม่มีในไข่ไก่ธรรมดา

โดยทั่วไปสารที่จะเติมลงไปในอาหารฟังก์ชั่นนั้นจะเป็นกลุ่มสารที่มีส่วนช่วยป้องกันโรค, เสริมความแข็งแรงของร่างกาย และบางครั้งยังเป็นกลุ่มที่มีส่วนช่วยรักษาโรคได้ด้วย เช่นสารกระเทียม ซึ่งมีสรรพคุณลดระดับคอเรสเตอรอล และเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นต้น

เหตุผลที่ผู้คนนิยมบริโภคอาหารฟังก์ชั่นมากขึ้น

นอกจากความใส่ใจในสุขภาพแล้ว ผู้บริโภคปัจจุบันยังมีชีวิตประจำวันที่ รีบเร่ง มีเวลาพักผ่อนน้อย เผชิญกับมลภาวะรอบตัว ทั้งยังมีความเครียดและกดดันสูง ซึ่งทำให้ผู้คนเจ็บป่วยง่าย การใช้อาหารเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพจึงเป็นทางเลือกที่ทำได้ง่าย นอกจากนั้น ยังมีเหตุผลที่ผู้คนตอบรับอาหารฟังก์ชั่นมากขึ้นต่อเนื่อง อาทิ

มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง

สามารถช่วยควบคุมหรือลดน้ำหนักได้ดี

ช่วยเพิ่มความจำ และลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม

ช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนอาหารฟังก์ชั่นคืออะไร

ปัจจุบันอาหารหลายประเภทได้ถูกเพิ่มเติมสารที่เสริมความแข็งแรงของร่างกายเข้าไป เช่น โปรตีน, วิตามิน, คอลลาเจน และโอเมก้า เป็นต้น และอีกไม่น้อยที่เพิ่มสมุนไพรบางชนิดเข้าไป เช่น เห็ดไมตาเกะ, เห็ดหลินจือ, โสม หรือ งา เพื่อเสริมความแข็งแรงของร่างกาย ซึ่งก็ทำให้กลายเป็นอาหารฟังก์ชั่นได้เช่นกัน

แม้ว่าอาหารฟังก์ชั่น จะมีราคาสูงกว่าอาหารชนิดเดียวกัน แต่ก็ยังได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนยุคใหม่เริ่มหันมาเลือกอาหารเป็นตัวช่วยในการดูแลรักษาสุขภาพแทนการใช้ยานั่นเอง

เคล็ดลับ สุขภาพจิตได้ สุขภาพกายดี

เคล็ดลับ สุขภาพจิตได้ สุขภาพกายดี

ร่างกายและจิตใจมีการเชื่อมโยงกัน หากสุขภาพจิตดีสุขภาพกายก็ดีไปด้วย ในทางตรงข้ามสุขภาพจิตแย่ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นเดียวกัน เราจึงมี 5 วิธีสร้างสุขภาพจิตที่ดีมานำเสนอ เพื่อการสร้างสุขภาพดีแบบองค์รวม ไปดูกันว่าจะมีวิธีไหนที่น่าสนใจบ้าง

วิธีการสร้างสุขภาพที่ดี

มีเป้าหมายในชีวิต การตั้งเป้าหมายในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างความรู้สึกของการเห็นคุณค่าในชีวิตตัวเอง ซึ่งจะทำให้เราสามารถวางแผนอนาคตได้ว่าควรทำอะไรต่อไป โดยการตั้งเป้าหมายนั้นก็ไม่ควรตั้งไว้สูงเกินไป เพื่อให้สามารถทำได้สำเร็จและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง หากเราทำเป้าหมายที่ตั้งไว้สำเร็จแล้ว ก็สามารถเพิ่มระดับความยากได้ แต่ก็ควรวางเป้าหมายไว้โดยดูที่ระดับความสามารถของเราเป็นหลัก ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป

รู้จักแบ่งปันอยู่เสมอ เมื่อการแบ่งปันเกิดขึ้น จะสร้างความรู้สึกดีทั้งผู้ให้และผู้รับ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพจิตดีด้วย และหากเวลาที่เกิดความรู้สึกท้อแท้ ลองมองไปที่คนที่ลำบากกว่าเรา ก็จะช่วยให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น ถ้ามีความสามารถก็ช่วยเหลือตามกำลังที่พอช่วยได้ ก็จะทำให้เห็นคุณค่าของการให้มากขึ้น

มองโลกในแง่ดี การมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอจะทำให้ไม่ประสบกับความเครียดบ่อย ๆ ซึ่งดีต่อทั้งสุขภาพกายและใจ เพราะเมื่อเกิดความเครียดก็จะมีสารอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้นและสารเคมีในร่างกายต่าง ๆ ก็จะถูกหลั่งออกมาเพื่อตอบสนองต่อความเครียด ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้ อย่างเช่น โรคกระเพาะ ไมเกรน ความดันโลหิตสูง รวมถึงอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งได้ด้วย

ให้อภัยอยู่เสมอ การฝึกตัวเองไม่ให้โกรธเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ เพราะถ้าเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ มีอารมณ์โกรธได้ง่าย ก็จะทำให้เกิดความเครียดได้ง่ายขึ้น เพราะสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งก็จะส่งผลเสียต่าง ๆ ตามมาทั้งปัญหาสุขภาพร่างกายและปัญหาทางสังคมได้อีกด้วย

ออกกำลังกายเป็นประจำ เมื่อออกกำลังกาย เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายก็จะมีการหลั่งสารหลากหลายชนิดที่ส่งผลดีต่อทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะทำให้มีสุขภาพดีแบบองค์รวมได้ โดยในหนึ่งสัปดาห์ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3-4 ครั้ง เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพดีอยู่เสมอ

ในปัจจุบันมีปัจจัยภายนอกมากมายที่ส่งผลให้สุขภาพแย่ลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยาก เช่น มลพิษต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญในแต่ละวัน สารเคมีที่อยู่ในอาหารและอากาศ รวมถึงความเครียดที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวด้วย ดังนั้นหากใครที่ต้องการมีสุขภาพดี ก็สามารถนำวิธีข้างต้นไปใช้ได้ทันที

วิธีการสร้างสุขภาพดี

วิธีดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรคความดันโลหิตสูง

ดูแลร่างกายให้ห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง เป็นปัญหาสุขภาพของคนไทยและคนทั่วโลกอย่างมาก ซึ่งเดิมทีจะพบในกลุ่มผู้สูงอายุวัยหลังเกษียณ ซึ่งเกิดจากความเสื่อมโทรมของร่างกายตามธรรมชาติ แต่มีผลการวิจัยที่ยืนยันว่า ในปัจจุบัน กลุ่มคนที่อายุน้อยลง เช่น วัยรุ่น วัยทำงาน เป็นภาวะความดันโลหิตสูงมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การบริโภคที่ไม่เหมาะสมและการขาดการออกกำลังกาย

ดูแลร่างกายให้ห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูง

การออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายจะช่วยในการสร้างสมดุลของระบบหัวใจและหลอดเลือด ให้ทำงานเป็นปกติยิ่งขึ้น ช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน รวมถึงลดระดับไขมันที่อุดตันในเส้นเลือด หรือโคเรสเตอรอลที่อุดตันหลอดเลือดทำให้เสี่ยงต่อภาวะหัวใจวาย

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำให้ออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมง เป็นประจำสม่ำเสมอหรืออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ตามความเหมาะสมของพื้นฐานสุขภาพแต่ละคน จะทำให้ระดับความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ 120/80 มากยิ่งขึ้น

การควบคุมอาหาร อาหารบางชนิดจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงได้ โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงจากพันธุกรรมอยู่แล้ว จากการมีประวัติของคนในครอบครัว จึงต้องลดการบริโภคลง ได้แก่ อาหารที่มีเกลือเข้มข้นสูง เช่น ซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำปลาร้า ซอสมะเขือเทศ รวมถึง อาหารที่ใส่ผงฟู เช่น ขนมปัง เค้ก คุ้กกี้ หรือผงชูรสในอาหาร หากประกอบอาหารเอง ต้องลดสัดส่วนของสารที่กล่าวมาอย่างน้อย 1 ในสาม ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข

การฝึกจิตใจให้ปล่อยวาง การมีปัญหาความเครียดสะสม จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดหดเกร็งตัว แล้วไปเพิ่มระดับความดันโลหิตสูงให้สูงขึ้น ซึ่งเราอาจเคยได้ยินข่าวว่าผู้ที่มีความเครียดมากจนทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น จนอาจเกิดภาวะหัวใจวายได้ การฝึกจิตใจด้วยการปล่อยวางความเครียด อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป และให้เวลากับการพักผ่อนให้มากขึ้น จะทำให้ลดภาวะเครียดได้ดียิ่งขึ้น

เลิกการสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่จะทำให้ร่างกายได้รับสารนิโคตินในปริมาณสูง ทำให้หลอดเลือดสูญเสียคุณสมบัติด้านการยืดหยุ่นที่ดีไป และยังได้รับสารอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้หัวใจเต้นถี่ขึ้น เกิดการหลั่งสารอะดรีนาลีนซึ่งทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากคุณไม่ต้องการที่จะเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง ก็ควรลดการสูบบุหรี่ลงด้วย หรือถ้าเลิกสูบบุหรี่ได้ จะยิ่งดีมาก

เราหวังว่าบทความนี้จะให้แนวทางในการดูแลสุขภาพที่ดี เพื่อให้ทุกท่านนำไปปรับใช้ให้ห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูงได้ดียิ่งขึ้น

โรคความดันโลหิตสูง

อยากให้ตับแข็งแรง ควรกินและต้องเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง

อยากให้ตับแข็งแรง ควรกินและต้องเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง

ตับถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก เพราะมีหน้าที่กำจัดสารพิษจากอาหารต่าง ๆ ที่เรารับประทานเข้าไปทุกวัน หากเลือกรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสม ไม่มีสิ่งที่จะเกิดพิษสะสมต่อตับ ก็จะทำให้สุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงมากขึ้น

จะมีอาหารใดบ้างที่จะทำให้ตับอยู่คู่กับร่างกายคุณ โดยไม่เกิดปัญหาอักเสบ มาดูพร้อมกันเลย

การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับการบำรุงตับ

อาหารที่ดีต่อตับคือกลุ่มผักใบเขียว โดยเฉพาะ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บรอกโคลี ฯลฯ เมื่อรับประทานเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายกำจัดไขมันร้ายที่สะสมในเซลล์ตับได้ ทำให้ตับทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ มีผลการวิจัยพบว่า เอนไซม์ที่แสดงถึงอาการอักเสบของตับ เมื่อรับประทานต่อเนื่อง 1-2 เดือน ลดลงได้อย่างชัดเจนด้วย

สำหรับคนที่ชอบรับประทานเครื่องเทศ โดยเฉพาะขมิ้นจะได้รับประโยชน์ต่อตับมาก เพราะในขมิ้นมีสารเคอร์คูมิน ที่มีสรรพคุณต้านมะเร็ง และต้านอนุมูลอิสระสูง ทั้งยังช่วยเพิ่มการสร้างสารที่ดีในตับ ชื่อว่า glutathione ซึ่งจะช่วยปกป้องตับในการกำจัดสารพิษจากอาหารและยาที่รับประทานเป็นประจำออกจากตับได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ควรเลือกดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อย่าง ชาเขียว ที่มีการศึกษาพบว่า เป็นสมุนไพรที่มีสารปกป้องตับ ที่เรียกว่าคาเทชิน ทำให้ลดไขมันที่สะสมในตับ และยังลดความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งที่ตับได้ด้วย โดยสามารถดื่มเป็นประจำได้ถึงวันละ 4 ถ้วย แต่ก็เน้นว่าต้องเป็นสูตรชาเขียวจากธรรมชาติ ไม่ผสมน้ำตาลหรือแต่งสีและกลิ่นสังเคราะห์ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพในระยะยาว

การเลี่ยงอาหารที่ทำร้ายตับ

นอกจากการรับประทานอาหารที่ดีแล้ว ยังมีกลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะมีผลร้ายต่อเนื้อเยื่อในตับ เช่น อาหารกลุ่มปิ้งย่างที่ใช้ไฟแรง ทำให้มีส่วนเกรียมไหม้ ซึ่งสะสมสารพิษที่ทำร้ายเซลล์ตับ และทำให้เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งในตับได้

ยิ่งกว่านั้น อาหารทอดหรืออาหารเร่งด่วน แนวฟาสต์ฟู้ด มักมีไขมันชนิดร้ายหรือไขมันทรานส์ อันเป็นไขมันอิ่มตัวจากเนื้อสัตว์ติดมัน หนัง ไก่ หนังปลาทอดกรอบ เครื่องดื่มกลุ่มน้ำอัดลมและแอลกอฮอล์ ขนมเบเกอรี่ที่มีการใส่ครีมเทียมและเนยในปริมาณสูง ก็ทำให้ค่าเอนไซม์ที่แสดงถึงการอักเสบของตับเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เช่นเดียวกับอาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง เช่น อาหารกระป๋องอาหารแปรรูป ซอสปรุงรส ขนมกรุบกรอบต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของโรคความดันสูงและไขมันสูง และยังทำให้เอนไซม์ในตับสูงขึ้น เพิ่มโอกาสเป็นโรคตับอักเสบได้

จะเห็นได้ว่า อาหารที่เรารับประทานแต่ละวันมีทั้งที่มีประโยชน์และเป็นโทษต่อตับ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้หลักการที่ถูกต้องในการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อตับ ทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงได้ดียิ่งขึ้น

การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับการบำรุงตับ

วิธีดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรง 2020

วิธีดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรง 2020

จากตัวเลขสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าปัจจุบันมีคนจำนวนมากมี ปัญหาสุขภาพจิต เช่น เครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ฯลฯ เนื่องจากการทำงาน ผลกระทบด้านลบจากสื่อโซเชียล และปัญหาในครอบครัว

กรมสุขภาพจิตได้แนะนำวิธีการเสริมความแข็งแรงให้สุขภาพจิต ทำให้จิตใจแจ่มใสขึ้น ด้วยวิธีดี ๆ ที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในวัยรุ่น วัยเรียน วัยทำงาน หรือวัยผู้สูงอายุหลังเกษียณ ดังนี้

1. หมั่นออกกำลังกาย

ข้อดีของการออกกำลังกายนั้น มีการวิจัยทางการแพทย์พบว่าสามารถกระตุ้นให้ร่างกายมีการหลั่งสารเอ็นโดรฟินเพื่อเพิ่มความสุขในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น จะออกกำลังกายตอนเช้า 30 นาทีก่อนไปทำงาน หรือเวลาเย็นหลังเลิกงานก็ได้ แต่ควรต้องทำเป็นประจำทุกวัน หรือรวม ๆ แล้วอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที จะช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลและทำให้จิตใจแจ่มใสขึ้นได้อย่างชัดเจน

2. มองโลกในแง่ดี

เป็นเทคนิคที่จะช่วยให้ทุกคนนั้นอยู่ร่วมกันกับคนในครอบครัวหรือคนในที่ทำงานได้อย่างมีความสุข ลดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันได้ ซึ่งมักทำให้เป็นคนใจเย็น ยิ้มง่าย ไม่โกรธหงุดหงิดง่าย และยกโทษให้คนอื่นที่ทำอะไรไม่ถูกใจได้ง่ายขึ้น คนที่มองโลกในแง่ดีมักจะเป็นที่รักของคนรอบข้างและจะดึงดูดให้คนที่อารมณ์ดีอยากเข้ามาใกล้ชิดพูดคุยด้วย จะทำให้แต่ละวันของคุณยิ่งมีความสุขมากขึ้นได้

3. ทำเพื่อสังคม

การทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นจะทำให้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ลดความเครียดในชีวิตประจำวันได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการไปบริจาคข้าวของเครื่องใช้ให้แก่สมาคมหรือมูลนิธิที่ดูแลเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ผู้หญิงที่ถูกทำร้าย คนแก่ที่ขาดลูกหลานดูแล สัตว์ที่ถูกทำทารุณกรรม ฯลฯ นอกจากนี้ คุณยังสามารถที่จะลงแรงในวันหยุดทุกสัปดาห์ โดยเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยในกิจการต่าง ๆ ของสังคมแบบที่คุณสนใจได้ เมื่อใดก็ตามที่เราทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น จะทำให้เราเป็นคนที่มีความสุขและรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น

4. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

คนที่รับประทานอาหารได้อย่างมีคุณภาพครบ 5 หมู่ทุกวัน จะส่งผลให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เนื่องจากร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ที่สำคัญ คือ วิตามินบีและธาตุเหล็กที่บำรุงสมองและระบบประสาท จะทำให้ร่างกายมีความสดชื่นจากภายใน สมองแจ่มใส อารมณ์ดีง่ายขึ้น

จะเห็นได้ว่า การดูแลสุขภาพจิตให้สมบูรณ์แข็งแรงต้องอาศัยปัจจัยทั้งภายในและภายนอก เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตให้ดียิ่งขึ้นต่อไป เพื่อให้ทุกคนมีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้นทุกวัน

วิธีการเสริมความแข็งแรงให้สุขภาพจิต