สุขภาพ

วิธีดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรง 2020

วิธีดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรง 2020

จากตัวเลขสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าปัจจุบันมีคนจำนวนมากมี ปัญหาสุขภาพจิต เช่น เครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ฯลฯ เนื่องจากการทำงาน ผลกระทบด้านลบจากสื่อโซเชียล และปัญหาในครอบครัว

กรมสุขภาพจิตได้แนะนำวิธีการเสริมความแข็งแรงให้สุขภาพจิต ทำให้จิตใจแจ่มใสขึ้น ด้วยวิธีดี ๆ ที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในวัยรุ่น วัยเรียน วัยทำงาน หรือวัยผู้สูงอายุหลังเกษียณ ดังนี้

1. หมั่นออกกำลังกาย

ข้อดีของการออกกำลังกายนั้น มีการวิจัยทางการแพทย์พบว่าสามารถกระตุ้นให้ร่างกายมีการหลั่งสารเอ็นโดรฟินเพื่อเพิ่มความสุขในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น จะออกกำลังกายตอนเช้า 30 นาทีก่อนไปทำงาน หรือเวลาเย็นหลังเลิกงานก็ได้ แต่ควรต้องทำเป็นประจำทุกวัน หรือรวม ๆ แล้วอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที จะช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลและทำให้จิตใจแจ่มใสขึ้นได้อย่างชัดเจน

2. มองโลกในแง่ดี

เป็นเทคนิคที่จะช่วยให้ทุกคนนั้นอยู่ร่วมกันกับคนในครอบครัวหรือคนในที่ทำงานได้อย่างมีความสุข ลดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันได้ ซึ่งมักทำให้เป็นคนใจเย็น ยิ้มง่าย ไม่โกรธหงุดหงิดง่าย และยกโทษให้คนอื่นที่ทำอะไรไม่ถูกใจได้ง่ายขึ้น คนที่มองโลกในแง่ดีมักจะเป็นที่รักของคนรอบข้างและจะดึงดูดให้คนที่อารมณ์ดีอยากเข้ามาใกล้ชิดพูดคุยด้วย จะทำให้แต่ละวันของคุณยิ่งมีความสุขมากขึ้นได้

3. ทำเพื่อสังคม

การทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นจะทำให้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ลดความเครียดในชีวิตประจำวันได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการไปบริจาคข้าวของเครื่องใช้ให้แก่สมาคมหรือมูลนิธิที่ดูแลเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ผู้หญิงที่ถูกทำร้าย คนแก่ที่ขาดลูกหลานดูแล สัตว์ที่ถูกทำทารุณกรรม ฯลฯ นอกจากนี้ คุณยังสามารถที่จะลงแรงในวันหยุดทุกสัปดาห์ โดยเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยในกิจการต่าง ๆ ของสังคมแบบที่คุณสนใจได้ เมื่อใดก็ตามที่เราทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น จะทำให้เราเป็นคนที่มีความสุขและรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น

4. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

คนที่รับประทานอาหารได้อย่างมีคุณภาพครบ 5 หมู่ทุกวัน จะส่งผลให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เนื่องจากร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ที่สำคัญ คือ วิตามินบีและธาตุเหล็กที่บำรุงสมองและระบบประสาท จะทำให้ร่างกายมีความสดชื่นจากภายใน สมองแจ่มใส อารมณ์ดีง่ายขึ้น

จะเห็นได้ว่า การดูแลสุขภาพจิตให้สมบูรณ์แข็งแรงต้องอาศัยปัจจัยทั้งภายในและภายนอก เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตให้ดียิ่งขึ้นต่อไป เพื่อให้ทุกคนมีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้นทุกวัน

วิธีการเสริมความแข็งแรงให้สุขภาพจิต

ดูแลสุขภาพอย่างไรจึงแข็งแรงในช่วงฤดูหนาว

ดูแลสุขภาพอย่างไรจึงแข็งแรงในช่วงฤดูหนาว

ในฤดูหนาว อากาศมักจะมีความเย็นกว่าปกติ ขณะเดียวกันก็อาจจะมีแดดและฝนร่วมด้วยในบางวัน ทำให้หลายคนที่สุขภาพไม่แข็งแรง โดยเฉพาะเด็กผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบ มีอาการกำเริบและทำให้ทรุดหนักจากการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ เรามาดูกันว่าจะมีวิธีใดที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น ป้องกันโรคภัยในช่วงฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี

1.รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง

ผักสีเขียวเข้ม เช่น ผักคะน้า ผักกาดเขียว ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น สับปะรด ส้ม มะนาว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ฝรั่ง ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้ดียิ่งขึ้น ป้องกันการติดเชื้อไวรัสที่แพร่ระบาดในฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี

2.การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายในช่วงฤดูหนาวเป็นเรื่องที่ยากสำหรับหลายคน เพราะอากาศดีน่านอน แต่ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องแบ่งเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีเช่น การเดินเร็ว กระโดดเชือก ปั่นจักรยานหรือเดินแกว่งแขน สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิต้านทานร่างกายให้แข็งแรงยิ่งขึ้น และยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ลดความอ้วนไปในตัวด้วย

3.การหลีกเลี่ยงที่ชุมนุมชน

ในช่วงที่อากาศเปลี่ยน หากมาอยู่รวมกันในที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง ร้านอาหารห้องแอร์ ที่อากาศถ่ายเทไม่ดี จะมีโอกาสได้รับเชื้อโรคนานานชนิดเข้าสู่ร่างกายมาก ซึ่งในช่วงฤดูหนาวจะเป็นเวลาที่หลายคนพากันไปเที่ยวกับครอบครัว จึงจำเป็นจะต้องระมัดระวังสุขภาพมากขึ้น ควรเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอากาศปลอดโปร่งบริสุทธิ์ เช่น แนวธรรมชาติ น้ำตก ภูเขา แม่น้ำ จะปลอดภัยกว่า

4.การล้างมือบ่อย ๆ

โรคที่ติดเชื้อที่พบบ่อยในฤดูหนาว ส่วนหนึ่งมาจากแบคทีเรียที่มือเราสัมผัสสิ่งต่าง ๆ แล้วจับอาหาร จึงติดเชื้อในลำไส้ ทำให้ท้องเสีย และเสี่ยงเป็นโรคผิวหนังด้วย การล้างมือบ่อย ๆ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยให้ห่างไกลโรคได้ โดยต้องล้างให้สะอาดระหว่างง่ามนิ้วเล็บและบริเวณข้อมือด้วย

5.สวมเสื้อผ้าหนาเพียงพอ

การที่อากาศหนาวเย็นกว่าปกติ จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าหลายชั้น สวมถุงเท้าและหมวกไหมพรมในเวลานอน ก็จะช่วยให้ร่างกายมีอุณหภูมิที่อุ่นขึ้น โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ต้องมีคนดูแลเพิ่มผ้าพันคอไหมพรม และใส่ชุดคลุมแขนยาวเสมอเมื่อต้องออกนอกบ้าน

การดูแลสุขภาพใน ช่วงฤดูหนาว ต้องใส่ใจทั้งการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อจากผู้อื่น เลือกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม รับประทานอาหารที่ดีและออกกำลังกาย หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้เพื่อการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรคในช่วงฤดูหนาวได้ทุกครอบครัว

วิธีใดที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

ดูแลสุขภาพอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคช่วงฤดูหนาว

ดูแลสุขภาพอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคช่วงฤดูหนาว

โดยปกติแล้ว ในช่วงปลายปีและต้นปี อากาศจะหนาวกว่าช่วงอื่น ๆ ในทุกภาค ซึ่งกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากกว่าคนวัยทำงาน เพราะภูมิต้านทานที่อ่อนแอ หากมีการติดเชื้อเพียงเล็กน้อย ก็อาจจะมีอาการลุกลามบานปลาย เช่น จากไข้หวัด กลายเป็นโรคปอดบวม หรือไข้หวัดใหญ่ได้

วิธีที่ช่วยเสริมสุขภาพให้แข็งแรงในช่วงฤดูหนาว

1. การสวมใส่เสื้อผ้าหนา

การนุ่งห่มร่างกายด้วยเสื้อผ้าที่หนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางวันหรือกลางคืนเป็นสิ่งสำคัญที่ห้ามมองข้าม โดยเด็กและผู้สูงอายุผิวจะแห้ง ระคายเคืองง่าย จึงควรให้สวมใส่เสื้อผ้าแขนยาวและสวมถุงเท้า เพื่อช่วยในการรักษาอุณหภูมิตามศาสตร์แพทย์แผนจีน หากมีการออกนอกบ้าน ควรให้พันคอด้วยผ้าไหมหรือสวมหมวกไหมพรม จะป้องกันอาการหวัดมีน้ำมูกหรือเป็นไข้ได้ดีขึ้น

2. รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง

ควรเสริมวิตามินซีจากธรรมชาติ คือ ส้ม มะเขือเทศ มะนาว ฝรั่ง รวมถึงผักใบเขียว ที่มีการวิจัยว่าสามารถเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว ช่วยต่อต้านการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น หากไม่สะดวกจะรับประทานวิตามินซีแบบเม็ดวันละ 500 ถึง 1000 มิลลิกรัม ราคาเฉลี่ยเม็ดละ 5-10 บาท ก็จะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากปัญหาสุขภาพในช่วงฤดูหนาวได้ดีขึ้น

3. ดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ

ในช่วงอากาศเย็น โดยเฉพาะคนที่อยู่ภาคเหนือ จะนิยมดื่มชาร้อนตลอดวัน เพื่อช่วยให้ควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น หรือเลือกดื่มน้ำผลไม้สูตรร้อน เช่น น้ำมะตูม น้ำขิง น้ำเก๊กฮวยช่วงเช้าและบ่าย ก็จะช่วยให้รู้สึกสบายตัวมากขึ้น ที่สำคัญควรงดเว้นการดื่มน้ำเย็นหรือน้ำแข็งในช่วงนี้ด้วย

4. เพิ่มการเผาผลาญด้วยการออกกำลังกาย

การกระตุ้นระบบเมตาบอลิซึมของร่างกายด้วยการออกกำลังกายต่อเนื่อง 15-30 นาทีทุกวัน โดยเฉพาะตอนเช้า จะทำให้ร่างกายมีการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในอวัยวะต่าง ๆ ให้สมดุลอยู่เสมอ ระบบฮอร์โมนและสารเคมีจะทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังได้กระตุ้นการเผาผลาญ เสริมสร้างความอบอุ่นอย่างเป็นธรรมชาติได้ โดยควรเลือกให้เหมาะกับวัย เช่น การเดิน การเล่นโยคะ ฯลฯ

การดูแลสุขภาพ ให้กับทุกคนในครอบครัวในช่วงฤดูหนาวเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็ก ผู้สูงอายุ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ทางการแพทย์ยังแนะนำให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ในช่วงที่มีการระบาดด้วย

อย่าลืมว่า การช่วยกันใส่ใจดูแลให้ตัวเองและคนรอบข้างให้มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง จะทำให้อารมณ์แจ่มใสและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุก ๆ วัน

วิธีใดที่ช่วยเสริมสุขภาพให้แข็งแรงในช่วงฤดูหนาว

สุขภาพดีสร้างได้ด้วยอาหารที่รับประทาน 2019

สุขภาพดีสร้างได้ด้วยอาหารที่รับประทาน 2019

การมีสุขภาพดีเป็นที่ต้องการของทุกคน แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีสุขภาพดีได้อย่างที่ปรารถนา แต่ถ้าปฏิบัติตนได้ถูกต้อง การมีสุขภาพดีก็เป็นเรื่องที่ทำได้จริง ซึ่งนอกจากต้องออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว การเลือกประเภทอาหารที่รับประทาน ยังส่งผลอย่างมากที่จะทำให้แข็งแรงไม่เจ็บป่วยหรือสะสมโรคเรื้อรังในระยะยาว

เราจึงได้รวบรวมอาหารที่ดีต่อสุขภาพมาฝากกัน ดังนี้

1. ถั่วเหลือง

เป็นธัญพืชที่มีราคาถูก แต่มีผลดีต่อสุขภาพอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะรับประทานในรูปแบบของน้ำเต้าหู้ ทั้งนี้แนะนำให้เสริมงาดำ เพื่อเพิ่มแคลเซียมแก่ร่างกาย และทำสูตรหวานน้อย เพื่อลดความเสี่ยงโรคอ้วน หรือเต้าหู้จากถั่วเหลือง ในเมนูอาหารต่าง ๆ เช่น ผัดผัก ต้มจืด ฯลฯ ก็จะเสริมสร้างความแข็งแรงของมวลกระดูกและช่วยในการปรับฮอร์โมนให้สมดุลได้ โดยเฉพาะสตรีวัยทอง เนื่องจากมีสารไอโซฟลาโวนในระดับที่สูงกว่าธัญพืชทั่วไป

2. แอปเปิล

เป็นแหล่งของวิตามินและเกลือแร่ที่เหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่าในแอปเปิลมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยในการลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้ ทั้งยังมีกรดมาลิกและทาร์ทาริก ที่ช่วยในการย่อยโปรตีนและไขมันจากอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อได้อีกด้วย การรับประทานแอปเปิลเป็นประจำ จึงทำให้สุขภาพดี ลดความเสี่ยงการเกิดโรคต่าง ๆ ได้

3. ปลาทูน่า

เป็นปลาทะเลน้ำลึกที่มีไขมันชนิดดีสูง ชื่อว่า โอเมก้า 3 ช่วยในการบำรุงสมองและหลอดเลือดได้ ที่สำคัญคือ มีไขมันน้อย โดยเฉพาะที่หนังปลา ลดความเสี่ยงต่อการอุดตันของไขมันใหม่ในเส้นเลือด เมื่อเปรียบเทียบกับการรับประทานกลุ่มโปรตีนติดมันทั่วไป

4. ไข่ไก่

การรับประทานไข่ไก่เป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 1 ฟอง จะช่วยเสริมระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรง ที่สำคัญคือ สารเลซิตินในไข่ไก่ สามารถช่วยบำรุงสมอง เสริมสร้างความจำ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในเมนูอาหารประจำวัน ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้สูงอายุ

5. ปวยเล้ง

เป็นผักสีเขียวที่มีรสชาติอร่อย มีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูงที่ช่วยในการทำงานของระบบหลอดเลือดและหัวใจได้อย่างเป็นปกติสมดุลยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยในการบำรุงเลือดเพราะมีธาตุเหล็กและโฟลิค และมีปริมาณแคลเซียมสูง เมื่อรับประทานเป็นประจำจะลดความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย เทคนิคสำคัญคือ ในฤดูที่อากาศเปลี่ยนแปลง ควรรับประทานเมนูผักปวยเล้งบ่อย ๆ เพราะมีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันหวัดได้ ทั้งนี้ผู้ที่เป็นโรคนิ่วหรือโรคเก๊าต์ต้องระมัดระวังการรับประทาน การปรุงควรลวกน้ำร้อนแล้วเทน้ำทิ้งก่อน 1 ครั้งเพื่อลดปริมาณกรดออกซาลิก ที่มีความเสี่ยงในการรวมตัวกับแคลเซียม เสี่ยงต่อการเกิดโรคนิ่วได้

เรียกได้ว่า สารที่ยกตัวอย่างมา เป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร หรือผักผลไม้ที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เพียงนำมาทำเมนูอาหารให้บ่อยขึ้น และมีการหมุนเวียนเปลี่ยนชนิดกันไป เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและเกลือแร่จากสารอาหารที่หลากหลาย ควบคู่กับการดูแลสุขภาพด้านอื่น เช่น การออกกำลังกาย นอนให้เพียงพอ ลดความเครียด ก็รับรองได้ว่าสุขภาพของคุณและทุกคนในครอบครัวจะดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

เราจึงได้รวบรวมอาหารที่ดีต่อสุขภาพมาฝากกัน

เคล็ดลับปรุงผักเพื่อสุขภาพ คุณค่าสารอาหารครบถ้วน

หั่นผักก่อนปรุง และขนาดพอเหมาะ

ผักเป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น ควรปรุงอาหารที่มีผักเป็นประจำเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยแต่ละวันต้องรับประทานพืชผักที่มีปริมาณมากพอสำหรับความต้องการของร่างกาย แต่การบริโภคผักจำนวนมากอาจไม่มีประโยชน์หากคุณยังคงปรุงผักไม่ถูกต้อง ตั้งแต่วิธีเก็บผัก วิธีการหั่นผัก ไปจนถึงปรุงอาหารเป็นตัวกำหนดคุณค่าทางโภชนาการเพื่อให้ได้รับคุณค่าสารอาหารครบถ้วน มีคำแนะนำเกี่ยวกับการสไตล์อาหารปรุงผักรักษาสารอาหารให้ได้ประโยชน์มากที่สุดมาฝากกันดังนี้

1.หั่นผักก่อนปรุง และขนาดพอเหมาะ

การหั่นผักผิดวิธีทำให้เสียคุณค่าทางอาหาร สเต็ปสำคัญคือล้างผักก่อนแล้วจึงหั่น อย่าทำตรงกันข้ามยิ่งทำให้สูญเสียคุณค่ามากขึ้นไปอีก หลายคนหั่นผักและเก็บใส่ตู้เย็นไว้ใช้ในภายหลัง ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ดี การหั่นผักเก็บไว้เป็นเวลานานทำให้เสียคุณค่าและความกรอบอร่อย เพราะเมื่อสับแล้วจะสัมผัสกับอากาศทำให้ผักสูญเสียความชื้นและแห่ง ควรหั่นผักสดระหว่างทำอาหารจะคงความสดใหม่ได้นาน สำหรับการหั่นผักชิ้นขนาดพอเหมาะถือเป็นเคล็ดลับอีกข้อหนึ่งที่ช่วยรักษาคุณค่าทางสารอาหารไว้ได้ คือสับผักเป็นชิ้นขนาดพอดี ไม่หั่นชิ้นใหญ่จะปรุงสุกช้าทำให้เสียคุณค่าทางโภชนาการ แต่ก็ไม่ควรซอยผักเป็นชิ้นเล็ก ๆ เหมือนกับที่เห็นเชฟต่างชาตินิยมเพราะทำให้สูญเสียสารอาหารเช่นกัน

2.ปรุงอาหารไม่นานเกินไป

เวลาทำอาหารประเภทปรุงสุกด้วยความร้อน ถ้าหั่นผักขนาดพอดีจะใช้เวลาไม่นานก็สุกและกรอบอร่อย แต่ถ้าต้มผักเคี่ยวเปื่อยเป็นเวลานานจะเป็นสาเหตุหลักทำให้สูญเสียอาหารคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะวิตามินส่วนใหญ่มีความไวต่อความร้อน ไม่ควรใช้เวลาผัด นึ่ง หรือต้มนานเกินไป ปรุงผักนานเท่าไรก็เสียคุณค่าไปเท่านั้น นอกจากนั้นควรปรุงอาหารผักใช้น้ำน้อย หลังจากน้ำเดือดแล้วหรี่ไฟอ่อนที่สุด ถ้าใส่น้ำมากเกินไปจะทำให้สารอาหารละลายออกมาอยู่ในน้ำ แนะนำให้รับประทานน้ำซุปด้วยจะได้รับคุณค่าสารอาหารมากขึ้น การปิดฝาหม้อขณะต้มจะช่วยลดเวลาในการทำอาหาร

3.ต้มผักเมื่อน้ำเดือดจัด

การต้มผักเป็นวิธีทำลายสารอาหารและวิตามินมากที่สุด แต่สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานผักที่ต้มเปื่อยย่อยง่าย มีเคล็ดลับการต้มผักที่ถูกวิธีมาแนะนำโดยเริ่มจากใช้ปริมาณน้ำน้อยที่สุด รอให้น้ำเดือดจัดแล้วใส่ผักลงไป ปิดฝาหม้อทุกครั้งเพื่อให้ผักสุกเร็วขึ้น ไม่ควรต้มนาน อาจจะใช้วิธีแบ่งผักต้มทีละน้อยพอดีมื้อ ไม่ต้องต้มหม้อใหญ่ทำให้ใช้เวลานานและสูญเสียคุณค่ามาก ส่วนการลวกผักสดให้รอน้ำเดือดใส่ผักลงไป เมื่อน้ำเดือดอีกครั้งตักขึ้นได้เลย

4.หลีกเลี่ยงการอุ่นอาหารซ้ำ

การรับประทานอาหารปรุงสดใหม่ให้คุณค่าทางสารอาหารครบถ้วนและดีต่อสุขภาพด้วย การอุ่นอาหารซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง โดยเฉพาะการรับประทานไม่หมดแล้วอุ่นซ้ำทำให้เสียคุณค่าทางโภชนาการ ซ้ำร้ายกระบวนการทางเคมีของอาหารเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหลายด้าน ควรปรุงอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเก็บอาหารเหลือมาอุ่นรับประทานอีก

เคล็ดลับปรุงผักเพื่อสุขภาพ คุณค่าสารอาหารครบถ้วน

บอกต่อวิธีดูแลสุขภาพไม่ให้เป็นหวัดง่ายปี 2019

บอกต่อวิธีดูแลสุขภาพไม่ให้เป็นหวัดง่ายปี 2019

โรคหวัด เป็นอาการที่พบได้บ่อยในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน สังเกตจากการเริ่มเป็นไข้ จาม คัดจมูก เจ็บคอ ฯลฯ ซึ่งอาจจะเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียแทรกซ้อนก็เป็นได้การดูแลสุขภาพให้ดีจากการใส่ใจกิจวัตรประจำวันก็จะช่วยให้ลดความถี่ในการเป็นหวัดได้ดียิ่งขึ้น

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคหวัดมาฝากกัน

1. การดื่มน้ำผลไม้คั้นสดเป็นประจำจะทำให้คุณได้รับวิตามินซีที่เข้มข้นตามธรรมชาติ โดยเฉพาะแอปเปิ้ล ฝรั่ง ส้ม เสาวรส สตอเบอรี่ มะนาว ฯลฯ ที่จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรงขึ้นได้ถ้ารับประทานเป็นประจำ ทั้งยังทำให้รู้สึกสดชื่นระหว่างวันมากยิ่งขึ้นด้วย

2. นวดเพื่อผ่อนคลายบ่อย ๆ หรือการนวดแผนโบราณเพื่อคลายเส้นและความตึงเครียด มีการศึกษาพบว่าจะช่วยกระตุ้นให้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยในการกระตุ้นระบบต่อมน้ำเหลืองที่สำคัญต่อการป้องกันโรคหวัด แต่ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น ความดันสูง โรคหัวใจ หรือต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

3. ดื่มน้ำชาเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นชาดำ ชาเขียว ผสมมะนาว น้ำผึ้ง ก็สามารถที่จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานได้ดีขึ้น จากวิตามินซีและสารโปรตีนที่มีคุณค่าของน้ำผึ้งที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อโรคหวัดได้ นอกจากนี้ ไอระเหยจากน้ำชา ก็ยังช่วยให้รู้สึกโล่งจมูกมากขึ้นได้

4. ล้างมือบ่อย ๆ จะทำให้ลดปริมาณของเชื้อโรคที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเข้าร่างกาย โดยการสัมผัสใบหน้าจมูกปาก หากมีบุตรหลานวัยเด็กเล็กก็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ล้างมือบ่อยยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อไปสู่เด็กซึ่งภูมิต้านทานอ่อนแอกว่าได้

นวดเพื่อผ่อนคลายบ่อยๆ

5. นอนหลับอย่างเพียงพออย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยการซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์ร่างกายที่ทำงานหนัก ทำให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้น จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้

6. สวมถุงเท้าเวลานอน เพื่อช่วยให้อุณหภูมิของร่างกายคงที่อบอุ่นอยู่เสมอโดยเฉพาะผู้ที่นอนในห้องแอร์ และเด็กเล็กที่ผิวหนังบอบบาง

7. รับประทานอาหารจำพวกโปรตีนและสังกะสี เช่น ไข่ไก่ และอาหารทะเล มีการวิจัยพบว่าจะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว จึงลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้

8. ออกกำลังกาย ด้วยการวิ่ง ว่ายน้ำ โยคะ เต้นแอโรบิก เป็นประจำวันละ 30 นาที จะช่วยกระตุ้นให้ต่อมน้ำเหลืองทำงานดีขึ้น

วิธีการป้องกันโรคหวัดที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่ควรทำในชีวิตประจำวัน ถ้าทำได้อย่างสม่ำเสมอจะทำให้สุขภาพดีขึ้นและห่างไกลจากโรคอื่นได้ด้วย

วิธีดูแลสุขภาพในฤดูฝน

1.ดื่มน้ำ

ในแต่ละวันเราควรเดิมน้ำเปล่าให้เยอะ ๆ หรือวันละ 8 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย และยังช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อโรค ไม่เป็นหวัดง่าย

2.นอนพักผ่อนร่างกาย

เราควรนอนหลับพักผ่อนร่างกายอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หากใครที่มีปัญหาในการนอนหลับ เช่น หลับยาก ให้รับประทานกล้วย เพราะในกล้วยจะมี ทริปโตเฟน ช่วยให้เราหลับง่ายขึ้นนั่นเอง

3.พกร่มและเสื้อกันฝน

ช่วงฤดูฝน ควรจะร่มหรือเสื้อกันฝนติดตัวเวลาออกนอกบ้าน เพื่อป้องกันร่างกายไม่ให้เปียกฝน เพราะฝนคือสาเหตุของการเป็นไข้หวัด

4.ห้ามให้ยุงกัด

ในฤดูฝน โรคไข้เลือดออกระบาดมาก จึงควรป้องกันตนเองจากการถูกยุงกัด เช่น การกางมุ้งนอน หรือทาโลชั่นกันยุง ช่วยไล่ยุงได้

5.รับประทานอาหารที่ปรุงสุก

ควรที่จะเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ เพราะไม่งั้นอาจเกิดโรคระบบทางเดินอาหารได้ง่าย หรืออาจเป็นอาหารเป็นพิษ

วิธีดูแลสุขภาพในฤดูฝน

สุขภาพ ที่ดีมีได้ไม่ยาก ขึ้นอยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้น

สุขภาพ

การที่จะมีสุขภาพที่ดีได้นั้นไม่ได้จะไปหาซื้อจากที่ไหนก็ได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำได้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะด้วยการ ออกกำลังกาย การทำงานต่างๆ เพื่อให้สุขภาพเราดีขึ้นได้ด้วย การออกกำลังกาย ทุกวันถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เราควรทำเลยทุกวัน ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายให้นา่นมากไป เพราะอาจจะเป็นการทำลายกล้ามเนื้อของเราเองเสียเปล่าๆ สุขภาพที่ดี มีวิธีทำอยู่หลายแบบ หลายอย่าง ไม่ต้องไปเสียเงินออกกำลังกายเป็นคลอสหรืออะไรที่ต้องเสียเงิน สามารถทำเองได้ทั้งนั้น

ดื่มน้ำให้มาก ต่อวัน

1.ดื่มน้ำให้มาก ต่อวัน การดื่มน้ำให้ได้เยอะๆต่อวันเป็นเรื่องที่ดีมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม เพราะการที่เราได้ดื่มน้ำเข้าไปเยอะๆ แล้ว จะทำให้ร่างกายของเราได้มีการล้างสิ่งต่างๆที่อยู่ในร่างการ หรือเป็นการช่วยไตให้ทำงานได้ดีมากขึ้น เพราะการดื่มน้ำ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ยากเลย แต่บางคนจะไม่ชอบตรงที่ว่าจะต้องไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆนั้นเอง หลายคนกินน้ำก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมายต่อวัน แต่เราเองควรทำได้เลยก็จะเป็นเรื่องที่ดีมากเลยทีเดียว

ออกกำลังกาย

2.การออกกำลังกาย ทุกวัน ไม่จำเป็นจะต้องออกกำลังกายให้หักโหเกินไปเพื่อที่จะต้องการลดน้ำหนัก หรือฟิตหุ่นให้ดีขึ้นนั้นเอง ต้องออกให้พอเหมาะพอดี ต่อร่างกายของเรา ให้แนะนำก็คือ ออกกำลังกายวันละ 30 นาทีก็พอแล้ว อาจจะเป็นช่วงเย็นหลังเลิกงานมาก็ได้ แล้วอาบน้ำนอนพักผ่อนไปเป็นตามปกติ หลังจากที่ออกกำลังกายมาใหม่ ก็อย่าพึ่งไปดื่มน้ำ เพราะอาจจะทำให้เราจุกเลยก็เป็นได้ ควรกินหลังจากที่ออกกำลังกายสัก 20 นาทีต่อมา

สุขภาพจะดีได้ขึ้นอยู่ที่ตัวเรา สามารถทำได้เองทุกวัน และไม่ต้องออกไปทำนอกบ้านหรือจะต้องไปเสียเงินเพื่อต้องการให้ร่างกายดีขึ้น ทำเองได้เลยที่บ้าน เรื่องง่ายๆ ที่ใครๆก็ทำได้ แล้วคุณละ ทำได้หรือเปล่า ต้องมาลองกันนะคะ แล้วเราจะรู้ว่าชัยชนะรอคุณอยู่คะ

ดูแลสุขภาพอย่างไรให้ห่างไกลโรคไขมันในเลือดสูง

โรคไขมันในเลือดสูง เป็นปัญหาสุขภาพที่ทำให้คนทั่วโลกเสียชีวิตจากการมีไขมันอุดตันในเส้นเลือด ทำให้ความดันเลือดสูงและเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้

ในวันนี้เราจึงได้รวบรวมวิธีการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคไขมันในเลือดสูงมาฝากกัน ดังนี้

1. ลดอาหารที่มีไขมันจากเนื้อสัตว์ปริมาณมาก เช่น เนื้อหมูติดมัน หนังไก่ เครื่องในของสัตว์ เป็นต้น เพราะในอาหารเหล่านี้จะมีไขมันชนิดอิ่มตัว (saturated fat) และไขมันทรานส์ (trans fat) เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการวิจัยพบว่าการรับประทานไขมันเหล่านี้เพียงวันละ 2% เป็นประจำ จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นภาวะไขมันในเลือดสูงและโรคหัวใจเพิ่มขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ยังควรรับประทานอาหารจำพวกที่ใช้กรรมวิธีการทอดและมีกะทิผสมอยู่ให้น้อยลง ตัวอย่างเช่น แกงกะทิ ขนมวุ้นกะทิ ปาท่องโก๋ โรตี เบคอนทอด หมูกรอบ หนังไก่ทอด เป็นต้น เพราะจะเพิ่มปริมาณไขมันจากน้ำมันชนิดอิ่มตัวที่ใช้ทอดเข้าสู่ร่างกายด้วย

2. เพิ่มการรับประทานอาหารพวกผักกากใย โดยเฉพาะข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอรรี่ ถั่วเหลือง ถั่วอัลมอนด์ ฯลฯ เพราะจะมีไขมันชนิดดีที่เรียกว่า plant phytosterols อยู่ ซึ่งจะช่วยลดการดูดซึมไขมันชนิดร้ายจากอาหาร และปรับสมดุลไขมันคอเลสเตอรอลในระบบเลือดได้ดียิ่งขึ้น

3. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน กล่าวคือ ไม่ปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเกินระดับ BMI = 25 โดย BMI คำนวณได้จากน้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลัง 2

เพราะทางการแพทย์พบว่าถ้าค่านี้ยิ่งสูง ก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันในเลือดสูงควบคู่กับโรคอ้วน ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะปัญหาสุขภาพในระยะยาวอีกมากมาย เช่น โรคเบาหวาน ภาวะไขมันเกาะตับ หรือโรคมะเร็งบางชนิดได้

4. เพิ่มการออกกำลังกายให้มากขึ้น มีการวิจัยพบว่าออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอครั้งละ 30 นาทีเป็นประจำทุกวัน หรืออย่างน้อยวันเว้นวันจะช่วยปรับสมดุลของระดับไขมันในร่างกายได้ ลดไขมันตัวร้ายอย่างไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอลชนิด LDL ได้ และยังเพิ่มสัดส่วนของไขมันชนิดดีที่เรียกว่า HDL ที่ร่างกายสร้างจากตับได้อีกด้วย

ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หากต้องการห่างไกลจากโรคไขมันในเลือดสูง ทั้งนี้ต้องเลือกกีฬาที่เหมาะสมกับภาวะสุขภาพและวัย เช่น ผู้สูงอายุ ควรว่ายน้ำ ไทเก็ก โยคะ ส่วนวัยรุ่นสามารถเล่นกีฬาหลายชนิด เช่น ไตรกีฬา เทนนิส บาสเกตบอล ฟุตบอล เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า เพียงใส่ใจเรื่องชนิดอาหาร การออกกำลังกายที่เหมาะสม และควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน ก็จะทำให้เราทุกคนห่างไกลจากปัญหาสุขภาพได้มากมาย โดยเฉพาะโรคไขมันในเลือดสูง

ดูแลสุขภาพอย่างไรให้ห่างไกลโรคไขมัน

การดูแลสุขภาพผู้สูงวัยในบ้านให้ปลอดโรค ปี 2019

ประเทศไทยของเราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้วในปี 2019 ซึ่งมีการศึกษาว่าจะมีผู้สูงวัยอายุเฉลี่ยยาวนานถึง 80 ปีเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับผู้สูงอายุที่บุตรหลานต้องให้ความสนใจ เพื่อลดภาระในการดูแลยามเจ็บป่วยและป้องกันปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงตามมาในอนาคตด้วย

โรคเกี่ยวกับหัวใจและเส้นเลือด

มักเกิดจากการขาดการออกกำลังกายมาเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากการทำงานค่อนข้างหนักมาตลอดชีวิต ร่วมกับการมีวิถีชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทั้งการบริโภคอาหาร เครื่องดื่ม และการพักผ่อนที่ไม่สมดุลตามหลักการแพทย์

วิธีการดูแลสุขภาพในโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและเส้นเลือดจึงต้องปรับที่อาหารการกิน บุตรหลานต้องดูแลที่การเพิ่มโปรตีนจากถั่ว เนื้อปลาที่ย่อยง่าย เนื้อไก่ที่มันน้อย ทำให้ซ่อมแซมร่างกายได้ดี ปรับสมดุลไขมัน และน้ำตาลในเส้นเลือดได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ควรเลือกใช้น้ำมันพืชที่มีโอเมก้า3 สูง สำหรับช่วยลดระดับ cholesterol ในเส้นเลือดได้อีกทางหนึ่งด้วย

ส่วนการออกกำลังกาย ควรพาไปเล่นโยคะหรือเดินเล่นในสวนเป็นประจำเพื่อให้อารมณ์ผ่อนคลายและหลับง่ายขึ้น ซึ่งส่งผลโดยรวมในเชิงบวกต่อภาวะสุขภาพผู้สูงอายุ

โรคเกี่ยวกับกระดูกและไขข้อ

เรียกได้ว่าปัญหาข้อเสื่อม กระดูกพรุนเป็นโรคที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย จะเดินทางไปไหน ก็จะมีความยากลำบาก ปวดตามข้อต่อทั่วร่างกายอยู่เสมอ อันเนื่องจากผู้หญิงในวัยที่ประจำเดือนจะมีฮอร์โมนที่ช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนอยู่ แต่เมื่อเข้าสู่วัยทองจะขาดฮอร์โมนนี้ไป และในผู้ที่แต่งงานมีบุตร ก็จะมีการสูญเสียแคลเซียมไปให้ลูกระหว่างการตั้งครรภ์ด้วย จึงมีเปอร์เซ็นต์เป็นโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนในผู้ชาย จะประสบปัญหาโรคกระดูกพรุนอย่างช้า ๆ ตามฮอร์โมนที่ลดการสร้างลงไปเรื่อย ๆ

การป้องกันปัญหาสุขภาพนี้ทำได้โดยให้ผู้สูงวัยรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ ผักสีเขียวเข้ม เต้าหู้ ปลาเล็กทอดกรอบ และการทานรูปแบบแคลเซียมเม็ดในขนาดที่แพทย์แนะนำตามความเหมาะสมของแต่ละคน จึงจะป้องกันภาวะกระดูกพรุนในระยะยาวได้ดี

การดูแลสุขภาพผู้สูงวัยในบ้านให้ปลอดโรค

ผู้สูงอายุวัยเกิน 60 ปีขึ้นไปมักมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมัน ฯลฯ นอกจากนี้อาจมีปัญหาโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง เนื้องอกตามอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีการควบคุมชนิดของอาหารที่รับประทานมากขึ้น บุตรหลานจึงควรใส่ใจในการพาผู้สูงวัยไปพบแพทย์ประจำตัวที่โรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอพร้อมทั้งแจ้งรายละเอียดต่าง ๆ ในการดูแล หรือแจ้งความผิดปกติที่พบในผู้สูงวัย หากมีคำถามควรปรึกษาแพทย์คนเดียวกันนี้ให้เข้าใจถ่องแท้ เพื่อการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด