เคล็ดลับปรุงผักเพื่อสุขภาพ คุณค่าสารอาหารครบถ้วน

หั่นผักก่อนปรุง และขนาดพอเหมาะ

ผักเป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น ควรปรุงอาหารที่มีผักเป็นประจำเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยแต่ละวันต้องรับประทานพืชผักที่มีปริมาณมากพอสำหรับความต้องการของร่างกาย แต่การบริโภคผักจำนวนมากอาจไม่มีประโยชน์หากคุณยังคงปรุงผักไม่ถูกต้อง ตั้งแต่วิธีเก็บผัก วิธีการหั่นผัก ไปจนถึงปรุงอาหารเป็นตัวกำหนดคุณค่าทางโภชนาการเพื่อให้ได้รับคุณค่าสารอาหารครบถ้วน มีคำแนะนำเกี่ยวกับการสไตล์อาหารปรุงผักรักษาสารอาหารให้ได้ประโยชน์มากที่สุดมาฝากกันดังนี้

1.หั่นผักก่อนปรุง และขนาดพอเหมาะ

การหั่นผักผิดวิธีทำให้เสียคุณค่าทางอาหาร สเต็ปสำคัญคือล้างผักก่อนแล้วจึงหั่น อย่าทำตรงกันข้ามยิ่งทำให้สูญเสียคุณค่ามากขึ้นไปอีก หลายคนหั่นผักและเก็บใส่ตู้เย็นไว้ใช้ในภายหลัง ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ดี การหั่นผักเก็บไว้เป็นเวลานานทำให้เสียคุณค่าและความกรอบอร่อย เพราะเมื่อสับแล้วจะสัมผัสกับอากาศทำให้ผักสูญเสียความชื้นและแห่ง ควรหั่นผักสดระหว่างทำอาหารจะคงความสดใหม่ได้นาน สำหรับการหั่นผักชิ้นขนาดพอเหมาะถือเป็นเคล็ดลับอีกข้อหนึ่งที่ช่วยรักษาคุณค่าทางสารอาหารไว้ได้ คือสับผักเป็นชิ้นขนาดพอดี ไม่หั่นชิ้นใหญ่จะปรุงสุกช้าทำให้เสียคุณค่าทางโภชนาการ แต่ก็ไม่ควรซอยผักเป็นชิ้นเล็ก ๆ เหมือนกับที่เห็นเชฟต่างชาตินิยมเพราะทำให้สูญเสียสารอาหารเช่นกัน

2.ปรุงอาหารไม่นานเกินไป

เวลาทำอาหารประเภทปรุงสุกด้วยความร้อน ถ้าหั่นผักขนาดพอดีจะใช้เวลาไม่นานก็สุกและกรอบอร่อย แต่ถ้าต้มผักเคี่ยวเปื่อยเป็นเวลานานจะเป็นสาเหตุหลักทำให้สูญเสียอาหารคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะวิตามินส่วนใหญ่มีความไวต่อความร้อน ไม่ควรใช้เวลาผัด นึ่ง หรือต้มนานเกินไป ปรุงผักนานเท่าไรก็เสียคุณค่าไปเท่านั้น นอกจากนั้นควรปรุงอาหารผักใช้น้ำน้อย หลังจากน้ำเดือดแล้วหรี่ไฟอ่อนที่สุด ถ้าใส่น้ำมากเกินไปจะทำให้สารอาหารละลายออกมาอยู่ในน้ำ แนะนำให้รับประทานน้ำซุปด้วยจะได้รับคุณค่าสารอาหารมากขึ้น การปิดฝาหม้อขณะต้มจะช่วยลดเวลาในการทำอาหาร

3.ต้มผักเมื่อน้ำเดือดจัด

การต้มผักเป็นวิธีทำลายสารอาหารและวิตามินมากที่สุด แต่สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานผักที่ต้มเปื่อยย่อยง่าย มีเคล็ดลับการต้มผักที่ถูกวิธีมาแนะนำโดยเริ่มจากใช้ปริมาณน้ำน้อยที่สุด รอให้น้ำเดือดจัดแล้วใส่ผักลงไป ปิดฝาหม้อทุกครั้งเพื่อให้ผักสุกเร็วขึ้น ไม่ควรต้มนาน อาจจะใช้วิธีแบ่งผักต้มทีละน้อยพอดีมื้อ ไม่ต้องต้มหม้อใหญ่ทำให้ใช้เวลานานและสูญเสียคุณค่ามาก ส่วนการลวกผักสดให้รอน้ำเดือดใส่ผักลงไป เมื่อน้ำเดือดอีกครั้งตักขึ้นได้เลย

4.หลีกเลี่ยงการอุ่นอาหารซ้ำ

การรับประทานอาหารปรุงสดใหม่ให้คุณค่าทางสารอาหารครบถ้วนและดีต่อสุขภาพด้วย การอุ่นอาหารซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง โดยเฉพาะการรับประทานไม่หมดแล้วอุ่นซ้ำทำให้เสียคุณค่าทางโภชนาการ ซ้ำร้ายกระบวนการทางเคมีของอาหารเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหลายด้าน ควรปรุงอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเก็บอาหารเหลือมาอุ่นรับประทานอีก

เคล็ดลับปรุงผักเพื่อสุขภาพ คุณค่าสารอาหารครบถ้วน

บอกต่อวิธีดูแลสุขภาพไม่ให้เป็นหวัดง่ายปี 2019

บอกต่อวิธีดูแลสุขภาพไม่ให้เป็นหวัดง่ายปี 2019

โรคหวัด เป็นอาการที่พบได้บ่อยในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน สังเกตจากการเริ่มเป็นไข้ จาม คัดจมูก เจ็บคอ ฯลฯ ซึ่งอาจจะเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียแทรกซ้อนก็เป็นได้การดูแลสุขภาพให้ดีจากการใส่ใจกิจวัตรประจำวันก็จะช่วยให้ลดความถี่ในการเป็นหวัดได้ดียิ่งขึ้น

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคหวัดมาฝากกัน

1. การดื่มน้ำผลไม้คั้นสดเป็นประจำจะทำให้คุณได้รับวิตามินซีที่เข้มข้นตามธรรมชาติ โดยเฉพาะแอปเปิ้ล ฝรั่ง ส้ม เสาวรส สตอเบอรี่ มะนาว ฯลฯ ที่จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรงขึ้นได้ถ้ารับประทานเป็นประจำ ทั้งยังทำให้รู้สึกสดชื่นระหว่างวันมากยิ่งขึ้นด้วย

2. นวดเพื่อผ่อนคลายบ่อย ๆ หรือการนวดแผนโบราณเพื่อคลายเส้นและความตึงเครียด มีการศึกษาพบว่าจะช่วยกระตุ้นให้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยในการกระตุ้นระบบต่อมน้ำเหลืองที่สำคัญต่อการป้องกันโรคหวัด แต่ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น ความดันสูง โรคหัวใจ หรือต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

3. ดื่มน้ำชาเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นชาดำ ชาเขียว ผสมมะนาว น้ำผึ้ง ก็สามารถที่จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานได้ดีขึ้น จากวิตามินซีและสารโปรตีนที่มีคุณค่าของน้ำผึ้งที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อโรคหวัดได้ นอกจากนี้ ไอระเหยจากน้ำชา ก็ยังช่วยให้รู้สึกโล่งจมูกมากขึ้นได้

4. ล้างมือบ่อย ๆ จะทำให้ลดปริมาณของเชื้อโรคที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเข้าร่างกาย โดยการสัมผัสใบหน้าจมูกปาก หากมีบุตรหลานวัยเด็กเล็กก็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ล้างมือบ่อยยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อไปสู่เด็กซึ่งภูมิต้านทานอ่อนแอกว่าได้

นวดเพื่อผ่อนคลายบ่อยๆ

5. นอนหลับอย่างเพียงพออย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยการซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์ร่างกายที่ทำงานหนัก ทำให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้น จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้

6. สวมถุงเท้าเวลานอน เพื่อช่วยให้อุณหภูมิของร่างกายคงที่อบอุ่นอยู่เสมอโดยเฉพาะผู้ที่นอนในห้องแอร์ และเด็กเล็กที่ผิวหนังบอบบาง

7. รับประทานอาหารจำพวกโปรตีนและสังกะสี เช่น ไข่ไก่ และอาหารทะเล มีการวิจัยพบว่าจะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว จึงลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้

8. ออกกำลังกาย ด้วยการวิ่ง ว่ายน้ำ โยคะ เต้นแอโรบิก เป็นประจำวันละ 30 นาที จะช่วยกระตุ้นให้ต่อมน้ำเหลืองทำงานดีขึ้น

วิธีการป้องกันโรคหวัดที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่ควรทำในชีวิตประจำวัน ถ้าทำได้อย่างสม่ำเสมอจะทำให้สุขภาพดีขึ้นและห่างไกลจากโรคอื่นได้ด้วย

วิธีดูแลสุขภาพในฤดูฝน

1.ดื่มน้ำ

ในแต่ละวันเราควรเดิมน้ำเปล่าให้เยอะ ๆ หรือวันละ 8 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย และยังช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อโรค ไม่เป็นหวัดง่าย

2.นอนพักผ่อนร่างกาย

เราควรนอนหลับพักผ่อนร่างกายอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หากใครที่มีปัญหาในการนอนหลับ เช่น หลับยาก ให้รับประทานกล้วย เพราะในกล้วยจะมี ทริปโตเฟน ช่วยให้เราหลับง่ายขึ้นนั่นเอง

3.พกร่มและเสื้อกันฝน

ช่วงฤดูฝน ควรจะร่มหรือเสื้อกันฝนติดตัวเวลาออกนอกบ้าน เพื่อป้องกันร่างกายไม่ให้เปียกฝน เพราะฝนคือสาเหตุของการเป็นไข้หวัด

4.ห้ามให้ยุงกัด

ในฤดูฝน โรคไข้เลือดออกระบาดมาก จึงควรป้องกันตนเองจากการถูกยุงกัด เช่น การกางมุ้งนอน หรือทาโลชั่นกันยุง ช่วยไล่ยุงได้

5.รับประทานอาหารที่ปรุงสุก

ควรที่จะเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ เพราะไม่งั้นอาจเกิดโรคระบบทางเดินอาหารได้ง่าย หรืออาจเป็นอาหารเป็นพิษ

วิธีดูแลสุขภาพในฤดูฝน

สุขภาพ ที่ดีมีได้ไม่ยาก ขึ้นอยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้น

สุขภาพ

การที่จะมีสุขภาพที่ดีได้นั้นไม่ได้จะไปหาซื้อจากที่ไหนก็ได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำได้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะด้วยการ ออกกำลังกาย การทำงานต่างๆ เพื่อให้สุขภาพเราดีขึ้นได้ด้วย การออกกำลังกาย ทุกวันถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เราควรทำเลยทุกวัน ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายให้นา่นมากไป เพราะอาจจะเป็นการทำลายกล้ามเนื้อของเราเองเสียเปล่าๆ สุขภาพที่ดี มีวิธีทำอยู่หลายแบบ หลายอย่าง ไม่ต้องไปเสียเงินออกกำลังกายเป็นคลอสหรืออะไรที่ต้องเสียเงิน สามารถทำเองได้ทั้งนั้น

ดื่มน้ำให้มาก ต่อวัน

1.ดื่มน้ำให้มาก ต่อวัน การดื่มน้ำให้ได้เยอะๆต่อวันเป็นเรื่องที่ดีมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม เพราะการที่เราได้ดื่มน้ำเข้าไปเยอะๆ แล้ว จะทำให้ร่างกายของเราได้มีการล้างสิ่งต่างๆที่อยู่ในร่างการ หรือเป็นการช่วยไตให้ทำงานได้ดีมากขึ้น เพราะการดื่มน้ำ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ยากเลย แต่บางคนจะไม่ชอบตรงที่ว่าจะต้องไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆนั้นเอง หลายคนกินน้ำก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมายต่อวัน แต่เราเองควรทำได้เลยก็จะเป็นเรื่องที่ดีมากเลยทีเดียว

ออกกำลังกาย

2.การออกกำลังกาย ทุกวัน ไม่จำเป็นจะต้องออกกำลังกายให้หักโหเกินไปเพื่อที่จะต้องการลดน้ำหนัก หรือฟิตหุ่นให้ดีขึ้นนั้นเอง ต้องออกให้พอเหมาะพอดี ต่อร่างกายของเรา ให้แนะนำก็คือ ออกกำลังกายวันละ 30 นาทีก็พอแล้ว อาจจะเป็นช่วงเย็นหลังเลิกงานมาก็ได้ แล้วอาบน้ำนอนพักผ่อนไปเป็นตามปกติ หลังจากที่ออกกำลังกายมาใหม่ ก็อย่าพึ่งไปดื่มน้ำ เพราะอาจจะทำให้เราจุกเลยก็เป็นได้ ควรกินหลังจากที่ออกกำลังกายสัก 20 นาทีต่อมา

สุขภาพจะดีได้ขึ้นอยู่ที่ตัวเรา สามารถทำได้เองทุกวัน และไม่ต้องออกไปทำนอกบ้านหรือจะต้องไปเสียเงินเพื่อต้องการให้ร่างกายดีขึ้น ทำเองได้เลยที่บ้าน เรื่องง่ายๆ ที่ใครๆก็ทำได้ แล้วคุณละ ทำได้หรือเปล่า ต้องมาลองกันนะคะ แล้วเราจะรู้ว่าชัยชนะรอคุณอยู่คะ

ดูแลสุขภาพอย่างไรให้ห่างไกลโรคไขมันในเลือดสูง

โรคไขมันในเลือดสูง เป็นปัญหาสุขภาพที่ทำให้คนทั่วโลกเสียชีวิตจากการมีไขมันอุดตันในเส้นเลือด ทำให้ความดันเลือดสูงและเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้

ในวันนี้เราจึงได้รวบรวมวิธีการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคไขมันในเลือดสูงมาฝากกัน ดังนี้

1. ลดอาหารที่มีไขมันจากเนื้อสัตว์ปริมาณมาก เช่น เนื้อหมูติดมัน หนังไก่ เครื่องในของสัตว์ เป็นต้น เพราะในอาหารเหล่านี้จะมีไขมันชนิดอิ่มตัว (saturated fat) และไขมันทรานส์ (trans fat) เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการวิจัยพบว่าการรับประทานไขมันเหล่านี้เพียงวันละ 2% เป็นประจำ จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นภาวะไขมันในเลือดสูงและโรคหัวใจเพิ่มขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ยังควรรับประทานอาหารจำพวกที่ใช้กรรมวิธีการทอดและมีกะทิผสมอยู่ให้น้อยลง ตัวอย่างเช่น แกงกะทิ ขนมวุ้นกะทิ ปาท่องโก๋ โรตี เบคอนทอด หมูกรอบ หนังไก่ทอด เป็นต้น เพราะจะเพิ่มปริมาณไขมันจากน้ำมันชนิดอิ่มตัวที่ใช้ทอดเข้าสู่ร่างกายด้วย

2. เพิ่มการรับประทานอาหารพวกผักกากใย โดยเฉพาะข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอรรี่ ถั่วเหลือง ถั่วอัลมอนด์ ฯลฯ เพราะจะมีไขมันชนิดดีที่เรียกว่า plant phytosterols อยู่ ซึ่งจะช่วยลดการดูดซึมไขมันชนิดร้ายจากอาหาร และปรับสมดุลไขมันคอเลสเตอรอลในระบบเลือดได้ดียิ่งขึ้น

3. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน กล่าวคือ ไม่ปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเกินระดับ BMI = 25 โดย BMI คำนวณได้จากน้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลัง 2

เพราะทางการแพทย์พบว่าถ้าค่านี้ยิ่งสูง ก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันในเลือดสูงควบคู่กับโรคอ้วน ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะปัญหาสุขภาพในระยะยาวอีกมากมาย เช่น โรคเบาหวาน ภาวะไขมันเกาะตับ หรือโรคมะเร็งบางชนิดได้

4. เพิ่มการออกกำลังกายให้มากขึ้น มีการวิจัยพบว่าออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอครั้งละ 30 นาทีเป็นประจำทุกวัน หรืออย่างน้อยวันเว้นวันจะช่วยปรับสมดุลของระดับไขมันในร่างกายได้ ลดไขมันตัวร้ายอย่างไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอลชนิด LDL ได้ และยังเพิ่มสัดส่วนของไขมันชนิดดีที่เรียกว่า HDL ที่ร่างกายสร้างจากตับได้อีกด้วย

ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หากต้องการห่างไกลจากโรคไขมันในเลือดสูง ทั้งนี้ต้องเลือกกีฬาที่เหมาะสมกับภาวะสุขภาพและวัย เช่น ผู้สูงอายุ ควรว่ายน้ำ ไทเก็ก โยคะ ส่วนวัยรุ่นสามารถเล่นกีฬาหลายชนิด เช่น ไตรกีฬา เทนนิส บาสเกตบอล ฟุตบอล เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า เพียงใส่ใจเรื่องชนิดอาหาร การออกกำลังกายที่เหมาะสม และควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน ก็จะทำให้เราทุกคนห่างไกลจากปัญหาสุขภาพได้มากมาย โดยเฉพาะโรคไขมันในเลือดสูง

ดูแลสุขภาพอย่างไรให้ห่างไกลโรคไขมัน

การดูแลสุขภาพผู้สูงวัยในบ้านให้ปลอดโรค ปี 2019

ประเทศไทยของเราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้วในปี 2019 ซึ่งมีการศึกษาว่าจะมีผู้สูงวัยอายุเฉลี่ยยาวนานถึง 80 ปีเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับผู้สูงอายุที่บุตรหลานต้องให้ความสนใจ เพื่อลดภาระในการดูแลยามเจ็บป่วยและป้องกันปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงตามมาในอนาคตด้วย

โรคเกี่ยวกับหัวใจและเส้นเลือด

มักเกิดจากการขาดการออกกำลังกายมาเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากการทำงานค่อนข้างหนักมาตลอดชีวิต ร่วมกับการมีวิถีชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทั้งการบริโภคอาหาร เครื่องดื่ม และการพักผ่อนที่ไม่สมดุลตามหลักการแพทย์

วิธีการดูแลสุขภาพในโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและเส้นเลือดจึงต้องปรับที่อาหารการกิน บุตรหลานต้องดูแลที่การเพิ่มโปรตีนจากถั่ว เนื้อปลาที่ย่อยง่าย เนื้อไก่ที่มันน้อย ทำให้ซ่อมแซมร่างกายได้ดี ปรับสมดุลไขมัน และน้ำตาลในเส้นเลือดได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ควรเลือกใช้น้ำมันพืชที่มีโอเมก้า3 สูง สำหรับช่วยลดระดับ cholesterol ในเส้นเลือดได้อีกทางหนึ่งด้วย

ส่วนการออกกำลังกาย ควรพาไปเล่นโยคะหรือเดินเล่นในสวนเป็นประจำเพื่อให้อารมณ์ผ่อนคลายและหลับง่ายขึ้น ซึ่งส่งผลโดยรวมในเชิงบวกต่อภาวะสุขภาพผู้สูงอายุ

โรคเกี่ยวกับกระดูกและไขข้อ

เรียกได้ว่าปัญหาข้อเสื่อม กระดูกพรุนเป็นโรคที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย จะเดินทางไปไหน ก็จะมีความยากลำบาก ปวดตามข้อต่อทั่วร่างกายอยู่เสมอ อันเนื่องจากผู้หญิงในวัยที่ประจำเดือนจะมีฮอร์โมนที่ช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนอยู่ แต่เมื่อเข้าสู่วัยทองจะขาดฮอร์โมนนี้ไป และในผู้ที่แต่งงานมีบุตร ก็จะมีการสูญเสียแคลเซียมไปให้ลูกระหว่างการตั้งครรภ์ด้วย จึงมีเปอร์เซ็นต์เป็นโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนในผู้ชาย จะประสบปัญหาโรคกระดูกพรุนอย่างช้า ๆ ตามฮอร์โมนที่ลดการสร้างลงไปเรื่อย ๆ

การป้องกันปัญหาสุขภาพนี้ทำได้โดยให้ผู้สูงวัยรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ ผักสีเขียวเข้ม เต้าหู้ ปลาเล็กทอดกรอบ และการทานรูปแบบแคลเซียมเม็ดในขนาดที่แพทย์แนะนำตามความเหมาะสมของแต่ละคน จึงจะป้องกันภาวะกระดูกพรุนในระยะยาวได้ดี

การดูแลสุขภาพผู้สูงวัยในบ้านให้ปลอดโรค

ผู้สูงอายุวัยเกิน 60 ปีขึ้นไปมักมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมัน ฯลฯ นอกจากนี้อาจมีปัญหาโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง เนื้องอกตามอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีการควบคุมชนิดของอาหารที่รับประทานมากขึ้น บุตรหลานจึงควรใส่ใจในการพาผู้สูงวัยไปพบแพทย์ประจำตัวที่โรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอพร้อมทั้งแจ้งรายละเอียดต่าง ๆ ในการดูแล หรือแจ้งความผิดปกติที่พบในผู้สูงวัย หากมีคำถามควรปรึกษาแพทย์คนเดียวกันนี้ให้เข้าใจถ่องแท้ เพื่อการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด

สิ่งที่ห้ามพลาด ในการซื้อประกันสุขภาพ

สิ่งที่ห้ามพลาด ในการซื้อประกันสุขภาพ

การทำประกันเป็นสิ่งที่ช่วยรองรับความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต ทำให้ผู้ทำประกันสามารถใช้สิทธิ์ต่างๆ ภายใต้การคุ้มครองของกรมธรรม์ ในกรณีของการทำประกันสุขภาพก็เช่นเดียวกัน จำเป็นที่ผู้สนใจต้องศึกษาให้เข้าใจเงื่อนไขและรายละเอียดอย่างถ่องแท้ ก่อนการจรดปากกาเซ็นต์สัญญากรมธรรม์ เพื่อการรักษาสิทธิ์ของตัวเอง ซึ่งจะมีอะไรบ้างที่ไม่ควรพลาด เรามาดูพร้อมกันเลย

โรคหรือภาวะความเจ็บป่วยที่ได้รับความคุ้มครองมีอะไรบ้าง

ประกันสุขภาพจะไม่ครอบคลุมการเบิกค่ายา ค่ารักษาพยาบาลทางการแพทย์ ในโรคที่ผู้ทำประกันเป็นอยู่ก่อนแล้ว ดังที่เห็นว่าตัวแทนประกันจะต้องขอให้ลูกค้าตรวจสุขภาพก่อน ซึ่งแม้จะมีบางบริษัทที่โฆษณาว่าไม่ต้องตรวจร่างกาย แต่ก็จำเป็นต้องสอบถามเงื่อนไขในการรักษาพยาบาลในอนาคตไว้ด้วย เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดอันทำให้เสียเบี้ยประกันไปอย่างเปล่าประโยชน์

การทำประกันสุขภาพให้สิทธิ์ในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายเมื่อใด

ภายหลังการทำประกันสุขภาพแล้ว ไม่ใช่ว่าผู้เป็นเจ้าของกรมธรรม์จะสามารถขอเคลมค่ารักษาพยาบาลได้ทันที จำเป็นต้องเว้นระยะเวลาราว 30 วัน หลังการยื่นเอกสารหลักฐานอย่างครบถ้วนจึงจะมีสิทธิ์เบิกได้ ทั้งนี้ยังมีข้อยกเว้นในกรณีที่เป็นกลุ่มโรคเรื้อรังหรือโรคร้ายแรงบางชนิด เช่น โรคเนื้องอก โรคมะเร็ง โรคนิ่ว ฯลฯ จำเป็นต้องรอคอยเวลานานกว่านั้น อาจเป็นระยะเวลา 3 – 4 เดือนเลยทีเดียว

ประกันสุขภาพปฏิเสธการจ่ายเงินลูกค้าได้ไหม

คำถามนี้มักพบกับผู้ที่ทำประกันสุขภาพไปแล้วไม่สามารถเคลมเงินประกันได้ เราจึงควรทราบว่าทางบริษัทสามารถปฏิเสธการจ่ายได้ หากเข้าข่ายกรณีต่อไปนี้

  1. โรคร้ายที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่นั้น ถูกตรวจสอบพบว่าอยู่ในประวัติการรักษาของโรงพยาบาลมาก่อนการทำประกันสุขภาพ
  2. เป็นการรักษาเกี่ยวกับความสวยงาม เช่น รักษาสิว ฝ้า การทำเลเซอร์ลบรอยแตกลาย หรือกำจัดขนตามหน้าอก แขนขา รวมถึงการทำโบท็อกซ์ ศัลยกรรมเล็ก-ใหญ่เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความงาม เป็นต้น
  3. การนวด การฝังเข็มหรือการรักษาอื่นๆ ด้วยวิถีทางแพทย์แผนโบราณหรือแพทย์ทางเลือก
  4. การคลอดบุตร หรือการผสมเทียม การทำเด็กหลอดแก้ว กรณีผู้มีบุตรยาก

หลายท่านอาจเคยได้ยินกันมาบ้างว่ามีตัวแทนบริษัทบางรายแนะนำลูกค้าให้ปิดบังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคที่เป็น โดยอ้างว่าสามารถมีวิธีการป้องกันความลับนี้ไว้ได้ (หากเกินสองปีจะพ้นระยะที่บริษัทจะยกเลิกกรมธรรม์) ซึ่งแท้ที่จริงแล้วบุคคลเหล่านี้เป็นตัวแทนที่เห็นแก่ตัวจำนวนน้อยที่ทำเช่นนั้น เพื่อต้องการค่าคอมมิชชั่นจากการขาย ซึ่งหากทางบริษัทมีการตรวจสอบภายหลังว่ามีการปิดบังข้อมูล ก็มีสิทธิ์ยกเลิกสัญญากรมธรรม์กับลูกค้าได้ตามกฎหมาย

จะเห็นได้ว่า การทำประกันสุขภาพต้องใส่ใจในเงื่อนไขและสิทธิ์ประโยชน์ต่างๆ อย่างรอบด้าน ก่อนการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพทุกครั้ง ควรสอบถามเพื่อความมั่นใจและศึกษาข้อมูลในเอกสารกรมธรรม์ให้ละเอียดว่าตรงกับที่ตัวแทนประกันแจ้งไว้หรือไม่ หากมีข้อสงสัยใดๆ แนะนำให้สอบถามกับทางบริษัทโดยตรงจะดีที่สุด

วิธีลดเครียด แก้ปัญหาสุขภาพจิต ปี 2018

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเราอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจที่ทำให้มีความเครียดสูง การดูแลสุขภาพจิตด้วยการใช้เทคนิคต่าง ๆ ลดความเครียด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เรามาดูกันว่า ในปี 2018 มีเทคนิคลดความเครียดอะไรบ้าง ที่คนไทยนิยมกัน

1. การออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิ่นเล่นหรือการวิ่ง ก็ทำให้ร่างกายได้หลั่งสารแห่งความสุข ทำให้ช่วยลดความเครียดได้ นอกจากนี้การกระโดดเชือกหรือการเต้นแอโรบิก เพียงแค่ช่วง 1 เพลง หรือ 4 นาที ก็ทำให้ลดความเครียดและอารมณ์เบื่อเซ็งไปได้เกินครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

2. การฟังเพลงที่ชอบ ในช่วงเวลาเบรคจากงานทุก 20 นาที หรือระหว่างการอาบน้ำ สามารถช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายได้มากขึ้น ทั้งยังทำให้ช่วงเวลาพักนี้เป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่ให้สมองได้เบรค และ refresh จากเรื่องที่ครุ่นคิดอยู่ด้วย

3. การบริหารกล้ามเนื้อคอหลัง ไหล่ ในช่วงสั้น ๆ ระหว่างการทำงานทุกครึ่งชั่วโมง จะช่วยลดอาการตึงกล้ามเนื้อจากโรคออฟฟิซซินโดรม รวมถึงได้พักสายตา ลดอาการปวดตึงขมับจากความเครียดในการทำงานได้เป็นอย่างดี

4. การดื่มกาแฟเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของใครหลายคน แม้ได้กลิ่นกาแฟก็รู้สึก active ขึ้นมาแล้ว ทั้งนี้เพราะกาแฟมีสารคาเฟอีนซึ่งกระตุ้นร่างกาย ทำให้คลายจากความง่วงได้ แต่ก็ควรดื่มวันละ 1-2 แก้วเท่านั้น และไม่ควรดื่มหลังสี่โมงเย็น เพราะจะทำให้หลับยาก

5. การเคี้ยวช็อคโกแลตบาร์ ถั่ว อัลมอนด์และหมากฝรั่ง เป็นการทำให้เราได้ขยับช่วงขากรรไกร ซึ่งพบว่าสัมพันธ์กับอารมณ์เครียดที่จะลดลงได้ ทั้งนี้ยังมีการศึกษาพบว่าในช็อคโกแลตมีสารสำคัญตามธรรมชาติกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่จะทำให้อารมณ์เย็นและความคิดโลดแล่นขึ้นด้วย

6. การใช้กลิ่นอโรมาคลายเครียด จะเห็นได้ว่ามีผลิตภัณฑ์จำพวกน้ำมันหอม หรือครีมโลชั่นสูตรอโรม่า ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทั้งในและต่างประเทศ เพราะมีการวิจัยแล้วว่ากลิ่นลาเวนเดอร์และกลิ่นส้มซีตรัส จะช่วยให้สมองได้ผ่อนคลาย ลดความเครียดและทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น

7. การทำสมาธิ เป็นวิธีตามรู้ลมหายใจ เข้าออก สั้นยาว โดยไม่ไปบังคับ เป็นการฝึกให้มีสติและทำให้ลดความพลุ่งพล่านของอารมณ์ได้เป็นอย่างดี หากฝึกบ่อย ๆ จะทำให้ลดความรุนแรงของความโมโหและลดอาการ “โกรธง่าย หายช้า” ได้อย่างแน่นอน

ทั้งเจ็ดข้อที่กล่าวมา ล้วนเป็นเทคนิคที่คนไทยนิยมใช้สำหรับลดความเครียด ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพจิตของคนจำนวนไม่น้อย โดยในต่างประเทศก็มีคนอีกไม่น้อยใช้เทคนิคเดียวกันนี้ โดยเฉพาะเรื่องของการฝึกสมาธิก็กำลังเป็นเทรนด์ที่นิยม เพราะมีการยืนยันแล้วว่าช่วยสร้างความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ ได้เป็นอย่างดี

โรคซึมเศร้า อาการป่วยที่บั่นทอนสุขภาพกายใจ ปี 2018

โรคซึมเศร้า อาการป่วยที่บั่นทอนสุขภาพกายใจ ปี 2018

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยรู้สึกผิดหวัง เศร้าเสียใจ เพราะสอบไม่ติด ไม่ผ่านสัมภาษณ์งาน โดนเจ้านายดุว่า อกหัก แฟนทิ้งไปมีคนใหม่ หรือคนที่รักเสียชีวิตจากไป คุณย่อมรู้สึกได้ถึงสุขภาพกายใจที่ถูกบั่นทอนความสุข นั่นคือ มีความเศร้าซึม หรือ มองโลกแบบ BLUE คือมันมัว ๆ หมอง ๆ ทำอะไรก็เบื่อ ไม่อยากขยับร่างกาย นอนไม่หลับ หรือไม่ก็อยากหลับไม่อยากตื่น อะไรที่เคยชอบก็ไม่อยากทำ อะไรที่เคยกินก็เบื่อ ไม่เจริญอาหาร หรือไม่ก็สุดโต่งอีกทาง คือกินไม่บันยะบันยัง กินให้อ้วนกันไปข้าง

อาการทั้งหมดนี้ เข้าข่าย “อาการซึมเศร้า” ทั้งสิ้น ซึ่งต้องรีบหาทางเยียวยาตัวเองก่อนที่จะปล่อยให้เรื้อรังยืดยาวไปนานเป็นสิบ ๆ วัน ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นเท่ากับว่า คุณอาจจะเป็นผู้ป่วยใหม่ “โรคซึมเศร้า” ซึ่งมีการเก็บสถิติพบว่า คนทั่วโลกราว 20 เปอร์เซนต์ ที่เป็นโรคซึมเศร้า นั่นเปรียบได้กับ นำคนมายืนเรียงแถวหน้ากระดาน ในหนึ่งร้อยคน จะมีอยู่ในนั้น 20 คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

เรียกได้ว่าเป็นตัวเลขผู้ป่วยที่สูงมาก และเท่ากับโอกาสที่คุณหรือใคร ๆ ก็เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้ โดยเฉพาะในคนที่มีบุคลิกมั่นใจในตัวเอง กล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็น คนเก่งระดับแนวหน้า หรือที่เรียกว่า กลุ่มไอคิวสูงที่ไม่เคยต้องเผชิญกับความผิดหวัง

เพราะที่ผ่านมา การศึกษาเน้นที่การเชิดชู “คนเก่ง ไอคิวสูง” ให้ได้ “โชว์พาว” กันมาก ๆ เมื่อคนกลุ่มนี้ เจอกับความผิดหวัง หรือ ป้าย “WRONG” ก็เท่ากับ “ถูกปิดประตูใส่หน้า” ทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าง่ายกว่าคนที่เรียนรู้ ล้มลุกจากความพ่ายแพ้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากความผิดพลาด และมองโลกอย่างมีความหวัง

แน่นอนว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้า แม้เริ่มจากปัญหาสุขภาพจิต แต่ก็จะตามมาด้วยอาการทางกาย ร่างกายอ่อนล้า รู้สึกเพลียไร้เรี่ยวแรง จนหลายคนไม่สามารถเรียนหรือทำงานต่อได้ กลายเป็นว่าขาดรายได้ดูแลตัวเอง เป็นปัญหาใหญ่ซ้ำเติมชีวิตเขาเหล่านั้นเข้าไปอีก

โรคซึมเศร้า จึงเป็นปัญหาสุขภาพทางจิตเวชที่ต้องกินยาและบำบัดด้วยการคุยกับจิตแพทย์ที่มีความชำนาญจนกว่าจะทุเลาและมีภูมิทางจิตใจที่แข็งแรงขึ้น คุณจึงจะสามารถหยุดยาและกลับมามีชีวิตที่เป็นปกติเหมือนก่อนได้

แบบสำรวจในการสำรวจตัวเอง

หากคุณไม่แน่ใจว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดเข้าข่าย โรคซึมเศร้าไหม กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้โพสต์แบบทดสอบไว้ให้คุณดาวน์โหลดได้เองง่าย ๆ ที่นี่ https://www.dmh.go.th/test/download/files/2Q%209Q%208Q%20(1).pdf แบบสำรวจนี้ จะทำให้คุณได้สำรวจตัวเองโดยไวและหากอาหารซึมเศร้าเกิดกับคนใกล้ชิด คุณจะได้ทราบว่า เขาเหล่านั้นกำลังป่วยทางใจ ควรให้เขาได้ระบาย เพื่อลดความอัดอั้นหรือลดความทุกข์ในใจในเบื้องต้น เลี่ยงการกระทำที่ส่งผลต่อจิตใจรุนแรง เช่น เล่นพนันออนไลน์ hero88 ไปดูหนังดราม่า เป็นต้น และควรแนะนำอย่างใจเย็นให้เขาปรึกษาคุณหมอจิตเวชเฉพาะทางจะดีที่สุด

แบบสำรวจในการสำรวจตัวเอง

ประโยชน์ของขิง ดีต่อสุขภาพจริงหรือหลอก

ประโยชน์จากขิง ช่วยอะไรได้บ้าง

ขิงเป็นสมุนไพรไทยที่ใช้กันมานาน ไม่ว่าจะสับซอยปรุงรสอาหาร ชงชาให้มีกลิ่นหอม หรือนำมาสกัดผสมในเครื่องสำอาง นอกจากรับประทานอร่อยแล้ว ขิงมีประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยลดแก๊สในกระเพาะ แก้อาการคลื่นไส้ ช่วยลดน้ำหนัก สารสกัดจากขิงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งนำมาใช้ในทางการแพทย์ทั่วโลกมานานหลายศตวรรษเพื่อบรรเทาอาการปวด ลดภาวะอักเสบ ระงับอาการคลื่นไส้ อาการปวดประจำเดือน อาการเจ็บที่เกิดจากโรคข้อเสื่อม ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพดี ประโยชน์ในทางการแพทย์ที่พิสูจน์มาแล้วว่าอะไรจริงอะไรเท็จ มีดังนี้

ประโยชน์จากขิง ช่วยอะไรได้บ้าง

เป็นสารต้านการอักเสบ

ขิงจัดเป็นวงศ์เดียวกับขมิ้นและกระวาน เป็นสารธรรมชาติที่ต้านการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระ หากรับประทานสารสกัดจากขิงในปริมาณพอเหมาะเป็นประจำ จะช่วยลดอาการปวดข้อเข่า ลดอาการเจ็บขณะยืน เดินและอาการข้อติด สารสกัดของขิงที่อยู่ในน้ำมันนวดช่วยบรรเทาอาการปวดเข่า บรรเทาอาการปวด ข้อต่อ โรคข้ออักเสบ ลดอาการปวดกล้ามเนื้อและลดอาการเมื่อยล้าหลังการออกกำลังกายได้ ลองรับประทานเมนูผัดขิงหรือสารสกัดจากขิงหลังการออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายในวันรุ่งขึ้น

ลดอาการวิงเวียนศีรษะ

คุณประโยชน์จากขิงบรรเทาอาการคลื่นไส้ให้ดีขึ้นได้ จิบเครื่องดื่มน้ำขิงหลังจากทานอาหารมื้อหนักช่วยบรรเทาอาการท้องอืดและลดแก๊สในกระเพาะอาหาร ช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะได้

ช่วยลดน้ำหนัก

เชื่อกันว่าการดื่มน้ำขิงช่วยให้เจริญอาหาร ไม่มีข้อยืนยันในเรื่องนี้ แต่พบว่าน้ำหนักลดลงได้ เพราะขิงเข้าไปเร่งการเผาผลาญพลังงาน ในทางตรงกันข้ามกลับอาจทำให้ความรู้สึกอยากอาหารลดลง

ประโยชน์ของขิง ดีต่อสุขภาพจริงหรือหลอก

ขิงควบคุมน้ำตาลในเลือดได้

ได้ยินเสมอว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานรับประทานขิงแล้วจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ความจริงยังไม่มีงานวิจัยสรุปออกมาชัดเจนในเรื่องนี้ ทั้งเรื่องการส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลิน

ป้องกันโรคหัวใจ

การรับประทานขิงมีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจ เพราะมีคุณสมบัติลดระดับคอเลสเตอรอลซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เมื่อช่วยควบคุมน้ำหนักและลดคอเลสเตอรอลได้ผลดี การรับประทานขิงน่าจะมีส่วนช่วยผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีภาวะโรคหัวใจแทรกซ้อนได้เช่นกัน ลองปรุงขิง 2-3 ช้อนโต๊ะกับผักโขมและปลาแซลมอนที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 สารต้านอนุมูลอิสระในขิงและผัก รวมทั้งกรดไขมันในปลาแซลมอนส่งเสริมสุขภาพหัวใจได้อย่างคาดไม่ถึง

เวลาเลือกซื้อขิงจากตลาด มองหาขิงที่สดใหม่ ผิวมีรอยบากและรอยฟกช้ำน้อยที่สุด ขูดหรือตัดออกจะเห็นเนื้อสีเหลือง นำมาผสมในเมนูอาหาร หมูหรือไก่ผัดพริกขิง ปลาทอดขิง แกงป่า ยำแหนม เมี่ยงปลาโรยขิงซอย เกี๊ยวนึ่งไส้เห็ดหอมและขิง น้ำจิ้มข้าวมันไก่ หรือซอสขิงราดปลาแซลมอน สามารถคั้นน้ำผสมกับผลไม้ต่าง ๆ เช่น แครอทและสับปะรด เก็บขิงเหลือในถุงพลาสติกหรือทัปเปอร์แวร์ใส่ตู้เย็นไว้ได้นานถึง 4 สัปดาห์ ทันทีที่เห็นขิงอ่อนเปลี่ยนสีหรือมีจุดด่างดำ ให้ทิ้งไป อย่านำมาใช้อีก