ดูแลสุขภาพอย่างไรให้ห่างไกลโรคไขมันในเลือดสูง

โรคไขมันในเลือดสูง เป็นปัญหาสุขภาพที่ทำให้คนทั่วโลกเสียชีวิตจากการมีไขมันอุดตันในเส้นเลือด ทำให้ความดันเลือดสูงและเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้

ในวันนี้เราจึงได้รวบรวมวิธีการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคไขมันในเลือดสูงมาฝากกัน ดังนี้

1. ลดอาหารที่มีไขมันจากเนื้อสัตว์ปริมาณมาก เช่น เนื้อหมูติดมัน หนังไก่ เครื่องในของสัตว์ เป็นต้น เพราะในอาหารเหล่านี้จะมีไขมันชนิดอิ่มตัว (saturated fat) และไขมันทรานส์ (trans fat) เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการวิจัยพบว่าการรับประทานไขมันเหล่านี้เพียงวันละ 2% เป็นประจำ จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นภาวะไขมันในเลือดสูงและโรคหัวใจเพิ่มขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ยังควรรับประทานอาหารจำพวกที่ใช้กรรมวิธีการทอดและมีกะทิผสมอยู่ให้น้อยลง ตัวอย่างเช่น แกงกะทิ ขนมวุ้นกะทิ ปาท่องโก๋ โรตี เบคอนทอด หมูกรอบ หนังไก่ทอด เป็นต้น เพราะจะเพิ่มปริมาณไขมันจากน้ำมันชนิดอิ่มตัวที่ใช้ทอดเข้าสู่ร่างกายด้วย

2. เพิ่มการรับประทานอาหารพวกผักกากใย โดยเฉพาะข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอรรี่ ถั่วเหลือง ถั่วอัลมอนด์ ฯลฯ เพราะจะมีไขมันชนิดดีที่เรียกว่า plant phytosterols อยู่ ซึ่งจะช่วยลดการดูดซึมไขมันชนิดร้ายจากอาหาร และปรับสมดุลไขมันคอเลสเตอรอลในระบบเลือดได้ดียิ่งขึ้น

3. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน กล่าวคือ ไม่ปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเกินระดับ BMI = 25 โดย BMI คำนวณได้จากน้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลัง 2

เพราะทางการแพทย์พบว่าถ้าค่านี้ยิ่งสูง ก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันในเลือดสูงควบคู่กับโรคอ้วน ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะปัญหาสุขภาพในระยะยาวอีกมากมาย เช่น โรคเบาหวาน ภาวะไขมันเกาะตับ หรือโรคมะเร็งบางชนิดได้

4. เพิ่มการออกกำลังกายให้มากขึ้น มีการวิจัยพบว่าออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอครั้งละ 30 นาทีเป็นประจำทุกวัน หรืออย่างน้อยวันเว้นวันจะช่วยปรับสมดุลของระดับไขมันในร่างกายได้ ลดไขมันตัวร้ายอย่างไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอลชนิด LDL ได้ และยังเพิ่มสัดส่วนของไขมันชนิดดีที่เรียกว่า HDL ที่ร่างกายสร้างจากตับได้อีกด้วย

ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หากต้องการห่างไกลจากโรคไขมันในเลือดสูง ทั้งนี้ต้องเลือกกีฬาที่เหมาะสมกับภาวะสุขภาพและวัย เช่น ผู้สูงอายุ ควรว่ายน้ำ ไทเก็ก โยคะ ส่วนวัยรุ่นสามารถเล่นกีฬาหลายชนิด เช่น ไตรกีฬา เทนนิส บาสเกตบอล ฟุตบอล เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า เพียงใส่ใจเรื่องชนิดอาหาร การออกกำลังกายที่เหมาะสม และควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน ก็จะทำให้เราทุกคนห่างไกลจากปัญหาสุขภาพได้มากมาย โดยเฉพาะโรคไขมันในเลือดสูง

ดูแลสุขภาพอย่างไรให้ห่างไกลโรคไขมัน

การดูแลสุขภาพผู้สูงวัยในบ้านให้ปลอดโรค ปี 2019

ประเทศไทยของเราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้วในปี 2019 ซึ่งมีการศึกษาว่าจะมีผู้สูงวัยอายุเฉลี่ยยาวนานถึง 80 ปีเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับผู้สูงอายุที่บุตรหลานต้องให้ความสนใจ เพื่อลดภาระในการดูแลยามเจ็บป่วยและป้องกันปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงตามมาในอนาคตด้วย

โรคเกี่ยวกับหัวใจและเส้นเลือด

มักเกิดจากการขาดการออกกำลังกายมาเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากการทำงานค่อนข้างหนักมาตลอดชีวิต ร่วมกับการมีวิถีชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทั้งการบริโภคอาหาร เครื่องดื่ม และการพักผ่อนที่ไม่สมดุลตามหลักการแพทย์

วิธีการดูแลสุขภาพในโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและเส้นเลือดจึงต้องปรับที่อาหารการกิน บุตรหลานต้องดูแลที่การเพิ่มโปรตีนจากถั่ว เนื้อปลาที่ย่อยง่าย เนื้อไก่ที่มันน้อย ทำให้ซ่อมแซมร่างกายได้ดี ปรับสมดุลไขมัน และน้ำตาลในเส้นเลือดได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ควรเลือกใช้น้ำมันพืชที่มีโอเมก้า3 สูง สำหรับช่วยลดระดับ cholesterol ในเส้นเลือดได้อีกทางหนึ่งด้วย

ส่วนการออกกำลังกาย ควรพาไปเล่นโยคะหรือเดินเล่นในสวนเป็นประจำเพื่อให้อารมณ์ผ่อนคลายและหลับง่ายขึ้น ซึ่งส่งผลโดยรวมในเชิงบวกต่อภาวะสุขภาพผู้สูงอายุ

โรคเกี่ยวกับกระดูกและไขข้อ

เรียกได้ว่าปัญหาข้อเสื่อม กระดูกพรุนเป็นโรคที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย จะเดินทางไปไหน ก็จะมีความยากลำบาก ปวดตามข้อต่อทั่วร่างกายอยู่เสมอ อันเนื่องจากผู้หญิงในวัยที่ประจำเดือนจะมีฮอร์โมนที่ช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนอยู่ แต่เมื่อเข้าสู่วัยทองจะขาดฮอร์โมนนี้ไป และในผู้ที่แต่งงานมีบุตร ก็จะมีการสูญเสียแคลเซียมไปให้ลูกระหว่างการตั้งครรภ์ด้วย จึงมีเปอร์เซ็นต์เป็นโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนในผู้ชาย จะประสบปัญหาโรคกระดูกพรุนอย่างช้า ๆ ตามฮอร์โมนที่ลดการสร้างลงไปเรื่อย ๆ

การป้องกันปัญหาสุขภาพนี้ทำได้โดยให้ผู้สูงวัยรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ ผักสีเขียวเข้ม เต้าหู้ ปลาเล็กทอดกรอบ และการทานรูปแบบแคลเซียมเม็ดในขนาดที่แพทย์แนะนำตามความเหมาะสมของแต่ละคน จึงจะป้องกันภาวะกระดูกพรุนในระยะยาวได้ดี

การดูแลสุขภาพผู้สูงวัยในบ้านให้ปลอดโรค

ผู้สูงอายุวัยเกิน 60 ปีขึ้นไปมักมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมัน ฯลฯ นอกจากนี้อาจมีปัญหาโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง เนื้องอกตามอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีการควบคุมชนิดของอาหารที่รับประทานมากขึ้น บุตรหลานจึงควรใส่ใจในการพาผู้สูงวัยไปพบแพทย์ประจำตัวที่โรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอพร้อมทั้งแจ้งรายละเอียดต่าง ๆ ในการดูแล หรือแจ้งความผิดปกติที่พบในผู้สูงวัย หากมีคำถามควรปรึกษาแพทย์คนเดียวกันนี้ให้เข้าใจถ่องแท้ เพื่อการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด

สิ่งที่ห้ามพลาด ในการซื้อประกันสุขภาพ

สิ่งที่ห้ามพลาด ในการซื้อประกันสุขภาพ

การทำประกันเป็นสิ่งที่ช่วยรองรับความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต ทำให้ผู้ทำประกันสามารถใช้สิทธิ์ต่างๆ ภายใต้การคุ้มครองของกรมธรรม์ ในกรณีของการทำประกันสุขภาพก็เช่นเดียวกัน จำเป็นที่ผู้สนใจต้องศึกษาให้เข้าใจเงื่อนไขและรายละเอียดอย่างถ่องแท้ ก่อนการจรดปากกาเซ็นต์สัญญากรมธรรม์ เพื่อการรักษาสิทธิ์ของตัวเอง ซึ่งจะมีอะไรบ้างที่ไม่ควรพลาด เรามาดูพร้อมกันเลย

โรคหรือภาวะความเจ็บป่วยที่ได้รับความคุ้มครองมีอะไรบ้าง

ประกันสุขภาพจะไม่ครอบคลุมการเบิกค่ายา ค่ารักษาพยาบาลทางการแพทย์ ในโรคที่ผู้ทำประกันเป็นอยู่ก่อนแล้ว ดังที่เห็นว่าตัวแทนประกันจะต้องขอให้ลูกค้าตรวจสุขภาพก่อน ซึ่งแม้จะมีบางบริษัทที่โฆษณาว่าไม่ต้องตรวจร่างกาย แต่ก็จำเป็นต้องสอบถามเงื่อนไขในการรักษาพยาบาลในอนาคตไว้ด้วย เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดอันทำให้เสียเบี้ยประกันไปอย่างเปล่าประโยชน์

การทำประกันสุขภาพให้สิทธิ์ในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายเมื่อใด

ภายหลังการทำประกันสุขภาพแล้ว ไม่ใช่ว่าผู้เป็นเจ้าของกรมธรรม์จะสามารถขอเคลมค่ารักษาพยาบาลได้ทันที จำเป็นต้องเว้นระยะเวลาราว 30 วัน หลังการยื่นเอกสารหลักฐานอย่างครบถ้วนจึงจะมีสิทธิ์เบิกได้ ทั้งนี้ยังมีข้อยกเว้นในกรณีที่เป็นกลุ่มโรคเรื้อรังหรือโรคร้ายแรงบางชนิด เช่น โรคเนื้องอก โรคมะเร็ง โรคนิ่ว ฯลฯ จำเป็นต้องรอคอยเวลานานกว่านั้น อาจเป็นระยะเวลา 3 – 4 เดือนเลยทีเดียว

ประกันสุขภาพปฏิเสธการจ่ายเงินลูกค้าได้ไหม

คำถามนี้มักพบกับผู้ที่ทำประกันสุขภาพไปแล้วไม่สามารถเคลมเงินประกันได้ เราจึงควรทราบว่าทางบริษัทสามารถปฏิเสธการจ่ายได้ หากเข้าข่ายกรณีต่อไปนี้

  1. โรคร้ายที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่นั้น ถูกตรวจสอบพบว่าอยู่ในประวัติการรักษาของโรงพยาบาลมาก่อนการทำประกันสุขภาพ
  2. เป็นการรักษาเกี่ยวกับความสวยงาม เช่น รักษาสิว ฝ้า การทำเลเซอร์ลบรอยแตกลาย หรือกำจัดขนตามหน้าอก แขนขา รวมถึงการทำโบท็อกซ์ ศัลยกรรมเล็ก-ใหญ่เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความงาม เป็นต้น
  3. การนวด การฝังเข็มหรือการรักษาอื่นๆ ด้วยวิถีทางแพทย์แผนโบราณหรือแพทย์ทางเลือก
  4. การคลอดบุตร หรือการผสมเทียม การทำเด็กหลอดแก้ว กรณีผู้มีบุตรยาก

หลายท่านอาจเคยได้ยินกันมาบ้างว่ามีตัวแทนบริษัทบางรายแนะนำลูกค้าให้ปิดบังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคที่เป็น โดยอ้างว่าสามารถมีวิธีการป้องกันความลับนี้ไว้ได้ (หากเกินสองปีจะพ้นระยะที่บริษัทจะยกเลิกกรมธรรม์) ซึ่งแท้ที่จริงแล้วบุคคลเหล่านี้เป็นตัวแทนที่เห็นแก่ตัวจำนวนน้อยที่ทำเช่นนั้น เพื่อต้องการค่าคอมมิชชั่นจากการขาย ซึ่งหากทางบริษัทมีการตรวจสอบภายหลังว่ามีการปิดบังข้อมูล ก็มีสิทธิ์ยกเลิกสัญญากรมธรรม์กับลูกค้าได้ตามกฎหมาย

จะเห็นได้ว่า การทำประกันสุขภาพต้องใส่ใจในเงื่อนไขและสิทธิ์ประโยชน์ต่างๆ อย่างรอบด้าน ก่อนการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพทุกครั้ง ควรสอบถามเพื่อความมั่นใจและศึกษาข้อมูลในเอกสารกรมธรรม์ให้ละเอียดว่าตรงกับที่ตัวแทนประกันแจ้งไว้หรือไม่ หากมีข้อสงสัยใดๆ แนะนำให้สอบถามกับทางบริษัทโดยตรงจะดีที่สุด

วิธีลดเครียด แก้ปัญหาสุขภาพจิต ปี 2018

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเราอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจที่ทำให้มีความเครียดสูง การดูแลสุขภาพจิตด้วยการใช้เทคนิคต่าง ๆ ลดความเครียด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เรามาดูกันว่า ในปี 2018 มีเทคนิคลดความเครียดอะไรบ้าง ที่คนไทยนิยมกัน

1. การออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิ่นเล่นหรือการวิ่ง ก็ทำให้ร่างกายได้หลั่งสารแห่งความสุข ทำให้ช่วยลดความเครียดได้ นอกจากนี้การกระโดดเชือกหรือการเต้นแอโรบิก เพียงแค่ช่วง 1 เพลง หรือ 4 นาที ก็ทำให้ลดความเครียดและอารมณ์เบื่อเซ็งไปได้เกินครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

2. การฟังเพลงที่ชอบ ในช่วงเวลาเบรคจากงานทุก 20 นาที หรือระหว่างการอาบน้ำ สามารถช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายได้มากขึ้น ทั้งยังทำให้ช่วงเวลาพักนี้เป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่ให้สมองได้เบรค และ refresh จากเรื่องที่ครุ่นคิดอยู่ด้วย

3. การบริหารกล้ามเนื้อคอหลัง ไหล่ ในช่วงสั้น ๆ ระหว่างการทำงานทุกครึ่งชั่วโมง จะช่วยลดอาการตึงกล้ามเนื้อจากโรคออฟฟิซซินโดรม รวมถึงได้พักสายตา ลดอาการปวดตึงขมับจากความเครียดในการทำงานได้เป็นอย่างดี

4. การดื่มกาแฟเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของใครหลายคน แม้ได้กลิ่นกาแฟก็รู้สึก active ขึ้นมาแล้ว ทั้งนี้เพราะกาแฟมีสารคาเฟอีนซึ่งกระตุ้นร่างกาย ทำให้คลายจากความง่วงได้ แต่ก็ควรดื่มวันละ 1-2 แก้วเท่านั้น และไม่ควรดื่มหลังสี่โมงเย็น เพราะจะทำให้หลับยาก

5. การเคี้ยวช็อคโกแลตบาร์ ถั่ว อัลมอนด์และหมากฝรั่ง เป็นการทำให้เราได้ขยับช่วงขากรรไกร ซึ่งพบว่าสัมพันธ์กับอารมณ์เครียดที่จะลดลงได้ ทั้งนี้ยังมีการศึกษาพบว่าในช็อคโกแลตมีสารสำคัญตามธรรมชาติกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่จะทำให้อารมณ์เย็นและความคิดโลดแล่นขึ้นด้วย

6. การใช้กลิ่นอโรมาคลายเครียด จะเห็นได้ว่ามีผลิตภัณฑ์จำพวกน้ำมันหอม หรือครีมโลชั่นสูตรอโรม่า ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทั้งในและต่างประเทศ เพราะมีการวิจัยแล้วว่ากลิ่นลาเวนเดอร์และกลิ่นส้มซีตรัส จะช่วยให้สมองได้ผ่อนคลาย ลดความเครียดและทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น

7. การทำสมาธิ เป็นวิธีตามรู้ลมหายใจ เข้าออก สั้นยาว โดยไม่ไปบังคับ เป็นการฝึกให้มีสติและทำให้ลดความพลุ่งพล่านของอารมณ์ได้เป็นอย่างดี หากฝึกบ่อย ๆ จะทำให้ลดความรุนแรงของความโมโหและลดอาการ “โกรธง่าย หายช้า” ได้อย่างแน่นอน

ทั้งเจ็ดข้อที่กล่าวมา ล้วนเป็นเทคนิคที่คนไทยนิยมใช้สำหรับลดความเครียด ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพจิตของคนจำนวนไม่น้อย โดยในต่างประเทศก็มีคนอีกไม่น้อยใช้เทคนิคเดียวกันนี้ โดยเฉพาะเรื่องของการฝึกสมาธิก็กำลังเป็นเทรนด์ที่นิยม เพราะมีการยืนยันแล้วว่าช่วยสร้างความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ ได้เป็นอย่างดี

โรคซึมเศร้า อาการป่วยที่บั่นทอนสุขภาพกายใจ ปี 2018

โรคซึมเศร้า อาการป่วยที่บั่นทอนสุขภาพกายใจ ปี 2018

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยรู้สึกผิดหวัง เศร้าเสียใจ เพราะสอบไม่ติด ไม่ผ่านสัมภาษณ์งาน โดนเจ้านายดุว่า อกหัก แฟนทิ้งไปมีคนใหม่ หรือคนที่รักเสียชีวิตจากไป คุณย่อมรู้สึกได้ถึงสุขภาพกายใจที่ถูกบั่นทอนความสุข นั่นคือ มีความเศร้าซึม หรือ มองโลกแบบ BLUE คือมันมัว ๆ หมอง ๆ ทำอะไรก็เบื่อ ไม่อยากขยับร่างกาย นอนไม่หลับ หรือไม่ก็อยากหลับไม่อยากตื่น อะไรที่เคยชอบก็ไม่อยากทำ อะไรที่เคยกินก็เบื่อ ไม่เจริญอาหาร หรือไม่ก็สุดโต่งอีกทาง คือกินไม่บันยะบันยัง กินให้อ้วนกันไปข้าง

อาการทั้งหมดนี้ เข้าข่าย “อาการซึมเศร้า” ทั้งสิ้น ซึ่งต้องรีบหาทางเยียวยาตัวเองก่อนที่จะปล่อยให้เรื้อรังยืดยาวไปนานเป็นสิบ ๆ วัน ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นเท่ากับว่า คุณอาจจะเป็นผู้ป่วยใหม่ “โรคซึมเศร้า” ซึ่งมีการเก็บสถิติพบว่า คนทั่วโลกราว 20 เปอร์เซนต์ ที่เป็นโรคซึมเศร้า นั่นเปรียบได้กับ นำคนมายืนเรียงแถวหน้ากระดาน ในหนึ่งร้อยคน จะมีอยู่ในนั้น 20 คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

เรียกได้ว่าเป็นตัวเลขผู้ป่วยที่สูงมาก และเท่ากับโอกาสที่คุณหรือใคร ๆ ก็เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้ โดยเฉพาะในคนที่มีบุคลิกมั่นใจในตัวเอง กล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็น คนเก่งระดับแนวหน้า หรือที่เรียกว่า กลุ่มไอคิวสูงที่ไม่เคยต้องเผชิญกับความผิดหวัง

เพราะที่ผ่านมา การศึกษาเน้นที่การเชิดชู “คนเก่ง ไอคิวสูง” ให้ได้ “โชว์พาว” กันมาก ๆ เมื่อคนกลุ่มนี้ เจอกับความผิดหวัง หรือ ป้าย “WRONG” ก็เท่ากับ “ถูกปิดประตูใส่หน้า” ทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าง่ายกว่าคนที่เรียนรู้ ล้มลุกจากความพ่ายแพ้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากความผิดพลาด และมองโลกอย่างมีความหวัง

แน่นอนว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้า แม้เริ่มจากปัญหาสุขภาพจิต แต่ก็จะตามมาด้วยอาการทางกาย ร่างกายอ่อนล้า รู้สึกเพลียไร้เรี่ยวแรง จนหลายคนไม่สามารถเรียนหรือทำงานต่อได้ กลายเป็นว่าขาดรายได้ดูแลตัวเอง เป็นปัญหาใหญ่ซ้ำเติมชีวิตเขาเหล่านั้นเข้าไปอีก

โรคซึมเศร้า จึงเป็นปัญหาสุขภาพทางจิตเวชที่ต้องกินยาและบำบัดด้วยการคุยกับจิตแพทย์ที่มีความชำนาญจนกว่าจะทุเลาและมีภูมิทางจิตใจที่แข็งแรงขึ้น คุณจึงจะสามารถหยุดยาและกลับมามีชีวิตที่เป็นปกติเหมือนก่อนได้

แบบสำรวจในการสำรวจตัวเอง

หากคุณไม่แน่ใจว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดเข้าข่าย โรคซึมเศร้าไหม กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้โพสต์แบบทดสอบไว้ให้คุณดาวน์โหลดได้เองง่าย ๆ ที่นี่ https://www.dmh.go.th/test/download/files/2Q%209Q%208Q%20(1).pdf แบบสำรวจนี้ จะทำให้คุณได้สำรวจตัวเองโดยไวและหากอาหารซึมเศร้าเกิดกับคนใกล้ชิด คุณจะได้ทราบว่า เขาเหล่านั้นกำลังป่วยทางใจ ควรให้เขาได้ระบาย เพื่อลดความอัดอั้นหรือลดความทุกข์ในใจในเบื้องต้น และควรแนะนำอย่างใจเย็นให้เขาปรึกษาคุณหมอจิตเวชเฉพาะทางจะดีที่สุด

แบบสำรวจในการสำรวจตัวเอง

ประโยชน์ของขิง ดีต่อสุขภาพจริงหรือหลอก

ประโยชน์จากขิง ช่วยอะไรได้บ้าง

ขิงเป็นสมุนไพรไทยที่ใช้กันมานาน ไม่ว่าจะสับซอยปรุงรสอาหาร ชงชาให้มีกลิ่นหอม หรือนำมาสกัดผสมในเครื่องสำอาง นอกจากรับประทานอร่อยแล้ว ขิงมีประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยลดแก๊สในกระเพาะ แก้อาการคลื่นไส้ ช่วยลดน้ำหนัก สารสกัดจากขิงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งนำมาใช้ในทางการแพทย์ทั่วโลกมานานหลายศตวรรษเพื่อบรรเทาอาการปวด ลดภาวะอักเสบ ระงับอาการคลื่นไส้ อาการปวดประจำเดือน อาการเจ็บที่เกิดจากโรคข้อเสื่อม ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพดี ประโยชน์ในทางการแพทย์ที่พิสูจน์มาแล้วว่าอะไรจริงอะไรเท็จ มีดังนี้

ประโยชน์จากขิง ช่วยอะไรได้บ้าง

เป็นสารต้านการอักเสบ

ขิงจัดเป็นวงศ์เดียวกับขมิ้นและกระวาน เป็นสารธรรมชาติที่ต้านการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระ หากรับประทานสารสกัดจากขิงในปริมาณพอเหมาะเป็นประจำ จะช่วยลดอาการปวดข้อเข่า ลดอาการเจ็บขณะยืน เดินและอาการข้อติด สารสกัดของขิงที่อยู่ในน้ำมันนวดช่วยบรรเทาอาการปวดเข่า บรรเทาอาการปวด ข้อต่อ โรคข้ออักเสบ ลดอาการปวดกล้ามเนื้อและลดอาการเมื่อยล้าหลังการออกกำลังกายได้ ลองรับประทานเมนูผัดขิงหรือสารสกัดจากขิงหลังการออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายในวันรุ่งขึ้น

ลดอาการวิงเวียนศีรษะ

คุณประโยชน์จากขิงบรรเทาอาการคลื่นไส้ให้ดีขึ้นได้ จิบเครื่องดื่มน้ำขิงหลังจากทานอาหารมื้อหนักช่วยบรรเทาอาการท้องอืดและลดแก๊สในกระเพาะอาหาร ช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะได้

ช่วยลดน้ำหนัก

เชื่อกันว่าการดื่มน้ำขิงช่วยให้เจริญอาหาร ไม่มีข้อยืนยันในเรื่องนี้ แต่พบว่าน้ำหนักลดลงได้ เพราะขิงเข้าไปเร่งการเผาผลาญพลังงาน ในทางตรงกันข้ามกลับอาจทำให้ความรู้สึกอยากอาหารลดลง

ประโยชน์ของขิง ดีต่อสุขภาพจริงหรือหลอก

ขิงควบคุมน้ำตาลในเลือดได้

ได้ยินเสมอว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานรับประทานขิงแล้วจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ความจริงยังไม่มีงานวิจัยสรุปออกมาชัดเจนในเรื่องนี้ ทั้งเรื่องการส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลิน

ป้องกันโรคหัวใจ

การรับประทานขิงมีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจ เพราะมีคุณสมบัติลดระดับคอเลสเตอรอลซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เมื่อช่วยควบคุมน้ำหนักและลดคอเลสเตอรอลได้ผลดี การรับประทานขิงน่าจะมีส่วนช่วยผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีภาวะโรคหัวใจแทรกซ้อนได้เช่นกัน ลองปรุงขิง 2-3 ช้อนโต๊ะกับผักโขมและปลาแซลมอนที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 สารต้านอนุมูลอิสระในขิงและผัก รวมทั้งกรดไขมันในปลาแซลมอนส่งเสริมสุขภาพหัวใจได้อย่างคาดไม่ถึง

เวลาเลือกซื้อขิงจากตลาด มองหาขิงที่สดใหม่ ผิวมีรอยบากและรอยฟกช้ำน้อยที่สุด ขูดหรือตัดออกจะเห็นเนื้อสีเหลือง นำมาผสมในเมนูอาหาร หมูหรือไก่ผัดพริกขิง ปลาทอดขิง แกงป่า ยำแหนม เมี่ยงปลาโรยขิงซอย เกี๊ยวนึ่งไส้เห็ดหอมและขิง น้ำจิ้มข้าวมันไก่ หรือซอสขิงราดปลาแซลมอน สามารถคั้นน้ำผสมกับผลไม้ต่าง ๆ เช่น แครอทและสับปะรด เก็บขิงเหลือในถุงพลาสติกหรือทัปเปอร์แวร์ใส่ตู้เย็นไว้ได้นานถึง 4 สัปดาห์ ทันทีที่เห็นขิงอ่อนเปลี่ยนสีหรือมีจุดด่างดำ ให้ทิ้งไป อย่านำมาใช้อีก

เหตุผลทำไมถึงต้องดื่มชาเขียว มีผลดีต่อสุขภาพอย่างไร

น้ำชาเขียวดีต่อสุขภาพ

คุณอาจเคยได้ยินว่าชาเขียวดีต่อสุขภาพ มีเหตุผลสนับสนุนหลายประการ เช่น ลดระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตรอล ลดความอ้วน ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันอัลไซเมอร์ ป้องกันผมร่วง ดีต่อสุขภาพผิว เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และมีประโยชน์อีกมากมาย อาจทำให้หลายคนคิดทบทวนว่าบางทีถึงเวลาที่จะเปลี่ยนจากกาแฟมาดื่มชาเขียวในชีวิตประจำวันบ้างแล้ว

7 สาเหตุที่ควรดื่มชาเขียว

1.ป้องกันสูญเสียความทรงจำ
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าชาเขียวและชาดำช่วยป้องกันการสลายตัวของสารสื่อประสาท acetylcholine ซึ่งเชื่อมโยงกับความทรงจำ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานชี้ให้เห็นว่าชาเขียวอาจเป็นวิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ การดื่มชาเขียวลดความเสี่ยงต่อความผิดปกติของระบบประสาท 50% และความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ 86%

2. ต้านอนุมูลอิสระ
ชาเขียวมีฟลาโวนอยด์ที่มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ เรียกว่า เอปิคาเทชิน (Epicatechin) ซึ่งเชื่อมโยงกับการวิจัยหน่วยความจำในหนู เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าที่สามารถลดการเกิดโรคของเส้นเลือดทางสมอง และอาจช่วยป้องกันเซลล์สมองจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

3.ป้องกันโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเกิดจากร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ซึ่งอินซูลินตัวสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งอินซูลินและน้ำตาลมีผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดและอาจก่อสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงในระยะยาว ชาเขียวมีฟลาโวนอยด์และแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ซึ่งเป็นเม็ดสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในพืช ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้สม่ำเสมอ การดื่มชาเขียวจึงช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนอินซูลินและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2

4.ป้องกันความเสี่ยงของโรคหัวใจ
เป็นที่รู้กันดีว่าชาเขียวเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คุณรู้หรือไม่ว่าสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกัน แอล ดี แอล คอเลสเตอรอลเกิดออกซิไดซ์ จึงไม่เกิดการอุดตันของหลอดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจ การศึกษาทั่วไปแสดงให้เห็นว่าชาเขียวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

5.กระตุ้นสมองตื่นตัวดีขึ้น
คนส่วนใหญ่ดื่มกาแฟเมื่อต้องการแก้ไขคาเฟอีน แต่แนะนำให้ดื่มชาเขียวดีกว่า ชาเขียวมีคาเฟอีนอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อกระตุ้นสมองตื่นตัวดีขึ้นโดยไม่มีผลเสียเหมือนกับกาแฟ เช่น ความวิตกกังวล

6.ลดความเสี่ยงเกิดฟันผุ
สารแคเทชิน (Catechins) พบได้ในชาเขียวสามารถฆ่าแบคทีเรียได้ ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย Streptococcus mutans ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดคราบจุลินทรีย์ ลดความเสี่ยงของการเกิดฟันผุ

7.ปกป้องผิวจากแสงแดด
สารสกัดจากชาเขียว เช่น Epigallocatechin gallate (EGCG) สารโพลีฟีนอลที่อยู่ในใบชาเขียวมีฤทธิ์ป้องกันรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ ทั้ง UVA และ UVB ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับครีมกันแดด

เมื่อรู้เรื่องราวดีๆ จากชาเขียวแล้ว คงไม่แปลกใจที่ชาเขียวจะกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในเอเชีย เพราะเรากำลังตระหนักถึงประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น แต่ถ้าคุณไม่ชอบรสชาติยังมีหลายวิธีทำให้รสชาติชาเขียวดีขึ้น

ชาเขียวดีต่อสุขภาพ

3 เหตุผลที่อาหารกลางวันโรงเรียน ควรมีคุณภาพดี

เลือกอาหารที่ดีต่อเด็กนักเรียน

ดูเหมือนโปรแกรมมื้ออาหารกลางวันของทุกโรงเรียนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและการปรับปรุงใหญ่ หลังจากกระแสข่าวขนมจีนคลุกน้ำปลาทำเอาช็อกไปตามกัน เราทุกคนรู้ดีว่าอาหารเพื่อสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ สร้างความมั่นใจว่าเด็ก ๆ จะมีสุขภาพดี สร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง สามารถเรียนรู้และเติบโตเต็มศักยภาพสูงสุดของแต่ละคน เพราะ “กินดี” จึง “เรียนดี” อาหารกลางวันของเด็กๆ ต้องมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่ใช่แค่อิ่มท้องเท่านั้น ในห้องอาหารกลางวันบางครั้งก็ยากที่จะตรวจสอบ ไม่ว่าจะเรื่องคุณภาพอาหารหรือแม้แต่ห้องเตรียมอาหารที่ถูกสุขลักษณะ อาหารกลางวันของโรงเรียนนับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา หากเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น จะเห็นว่ามื้อกลางวันสำคัญมาก เมนูหลักมื้อกลางวันมักจะเป็นข้าว ผัดผักกับเนื้อสัตว์ ซุปหรือแกงจืด และนม 1 กล่อง นอกจากเมนูหลักแล้ว ยังมีเมนูอื่นๆ ให้เลือกอีกมากมาย แต่ไม่ว่าจะรับประทานอะไรมื้อนั้นจะต้องใส่ใจรายละเอียดของการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เด็กๆ ได้รับสารอาหารจำเป็นครบถ้วน

มีเหตุผล 3 ประการที่ว่าทำไมอาหารมื้อกลางวันในโรงเรียนควรมีประโยชน์ต่อสุขภาพที่สุด ดังนี้…

1.การกินเพื่อสุขภาพเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิต

เด็กๆ ไปโรงเรียนเพื่อเรียนรู้ ส่วนหนึ่งที่ควรเรียนรู้คืออาหารและโภชนาการมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพลังในการเรียนรู้ แม้ว่าความรู้เรื่องโภชนาการจะไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมอาหารที่ผลิตเมนูอาหารขยะออกมาหลอกล่อเด็กๆ ไม่เว้นแต่ละวัน แต่อย่างน้อยมื้ออาหารกลางวันในโรงเรียนควรเป็นตัวอย่างที่ดีว่าเราจะกินอะไรที่ดีต่อสุขภาพ เด็กๆ เรียนรู้อะไรจากโรงเรียน กลับบ้านก็จะไปบอกพ่อแม่อย่างนั้น เช่น บอกพ่อแม่ไม่ให้สูบบุหรี่เพราะครูสอนว่าไม่ดี ถ้าโรงเรียนจัดเมนูมื้อกลางวันที่มีคุณภาพ เด็กจะเรียนรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพจากที่โรงเรียนเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะชอบอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดที่ดูน่าอร่อย แต่เด็กจะรู้ว่าอาหารเหล่านั้นเต็มไปด้วยไขมัน ปริมาณเกลือมาก คุณค่าทางอาหารน้อย แคลอรี่สูง นานๆ ทีกินได้ และรู้ว่าอะไรกินดี เช่น อาหารสดอุดมด้วยสารอาหาร

2.โรงเรียนควรสนับสนุนอาหารที่ต่อสุขภาพ

สำหรับพ่อแม่ที่ดูแลลูกน้อยที่บ้านให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่มีสุขภาพดีอยู่เสมอ โรงเรียนไม่ควรทำลายความพยายามที่ดีของพ่อแม่ มื้ออาหารกลางวันต้องเลือกใช้วัตถุดิบที่มากด้วยคุณภาพ ไม่ใช่เนื้อลดราคาหรือเศษผักจากตลาด โดยไม่มองความสุขและสุขภาพที่ดีของนักเรียน สิ่งสำคัญกว่านั้นคือเด็กยากไร้ด้อยโอกาส พวกเขาได้รับความสุขจากอาหารที่จะได้รับประทานในโรงเรียน เพราะอาหารการกินที่บ้านไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน

อาหารเด็ก ควรดีต่อสุขภาพ

3.เงินภาษีของเราไม่ควรทำให้เด็กป่วย

แน่นอนว่าภาษีที่เราจ่ายไปเป็นงบประมาณโครงการอาหารในโรงเรียน ควรปรุงมื้อกลางวันเป็นอาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก ไม่ใช่อาหารแปรรูปทำจากโปรตีนจากสัตว์ เหมือนอย่างเนื้อเบอร์เกอร์ที่นำเศษชิ้นเนื้อตัดแต่งมาบดผสมไขมันและอื่นๆ เต็มไปด้วยไขมันไม่ดีเรียกว่าอาหารขยะ เป็นเมนูอาหาร “รายการโปรด” ที่ไม่เป็นประโยชน์ จะเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคอ้วนในเด็ก คงไม่มีใครอยากให้เงินภาษีของตนเองใช้จ่ายซื้ออาหารคุณภาพต่ำทำให้เด็กเจ็บไข้ได้ป่วย

พ่อแม่และโรงเรียนมีส่วนสำคัญในการพัฒนานิสัยการกินที่ดีในช่วงต้นชีวิต อาหารไทยมีเมนูอาหารเพื่อสุขภาพมากมาย หากรู้จักจัดสรร งบประมาณทำครัวไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายมาก ปัจจุบันมีโครงการอาหารกลางวัน ปลูกผักสวนครัว ปลูกพืชไร่ เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เพื่อนำผลผลิตที่ได้มาสนับสนุนกิจกรรมโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน ส่งผลให้นักเรียนที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตมีสุขภาพอนามัยดีขึ้น ถือเป็นบทเรียนชีวิตที่สำคัญซึ่งไม่เพียงจะส่งผลดีต่อสุขภาพของนักเรียนเท่านั้น แต่ยังส่งต่อความรู้ไปถึงครอบครัวและคนรุ่นหลังอีกด้วย

วิธีป้องกันปัญหาสุขภาพดวงตา ที่มาจากการใช้คอมพิวเตอร์

ดวงตาล้า จากการจ้องหน้าคอม

การใช้คอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นสิ่งปกติของคนจำนวนมากไปแล้ว ไม่ว่าจะในรูปแบบของเดสก์ทอปหรือแล็ปท็อป งานประจำวันส่วนใหญ่ทำบนคอมพิวเตอร์และส่วนมากเวลาของเราถูกใช้ไปกับการมองภาพที่หน้าจอ และยังรวมถึงการใช้แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน และเนื่องจากการสัมผัสกับหน้าจอเหล่านี้เป็นเวลานานเราจึงมีความเสี่ยงต่อปัญหาสายตามากขึ้นและปัญหาเกี่ยวกับสายตาเหล่านี้เรียกว่า Computer Vision Syndrome การป้องกันปัญหาสุขภาพในเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสามารถทำได้โดยวิธีต่อไปนี้

ไปทดสอบสายตาและตรวจสุขภาพ : ไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดเมื่อคุณสังเกตเห็นว่าตัวเองมีน้ำตาไหลบ่อยๆ ปวดศีรษะและตาพร่ามัว แจ้งหมอที่ทำการตรวจเกี่ยวกับเวลาที่คุณใช้ไปบนหน้าจอทั้งที่บ้านและที่ทำงาน

ออกกำลังกายให้ดวงตา : คนที่ใช้คอมพิวเอร์มีโอกาสสูงที่จะมีสายตาเบลอหรือเกิดการระคายเคืองในดวงตา ฝึกการออกกำลังกายแบบเรียบง่ายเช่นกระพริบซ้ำ ๆ กลิ้งตาไปมา และมองไปที่วัตถุที่ห่างไกลเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสายตาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการสัมผัสกับหน้าจอดิจิตอลเป็นเวลานาน

หยุดพักทุกๆ 20 นาที : หลีกเลี่ยงการทำงานด้วยการมองไปที่หน้าจอเป็นเวลานาน หยุดพัก 20 วินาทีหลังจากผ่านไปทุกๆ 20 นาที ถ้าคุณต้องทำงานเป็นเวลานาน เพื่อจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงโรคเกี่ยวกับสายตาได้ในระดับหนึ่ง

ให้แน่ใจว่าคุณนั่งอยู่ในแสงที่ดีในการทำงาน : เพื่อหลีกเลี่ยงความเครียดของสายตา แสงที่ดีจึงมีความสำคัญมาก ในการนั่งทำงานจึงมีควรแสงสว่างในระดับที่พอดีไม่มืดหรือจ้ามากเกินไป

ลดเวลาที่คุณใช้จ่ายไปกับหน้าจอ : คุณสามารถลดการใช้สายตาได้ด้วยการตัดเวลาที่คุณใช้ไปบนหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ หลีกเลี่ยงการใช้สมาร์ทโฟนของคุณเมื่อไปที่เตียงเพื่อจะนอน หลีกเลี่ยงการจ้องมองที่หน้าจอในที่มืดเท่าที่จะเป็นไปได้ ให้ใช้เวลาบนหน้าจอเพื่อการทำงานเท่านั้น

จัดเรียงคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม : ตรวจสอบให้แน่ใจว่าหน้าจอแล็ปท็อป / เดสก์ท็อปมีระดับต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อยถ้และหน้าจอห่างจากใบหน้าประมาณ 20-28 นิ้ว

สวมแว่นตาป้องกันแสงสะท้อนและปรับการตั้งค่าหน้าจอของคุณ : คุณรู้ว่าในท้องตลาดมีแว่นตาคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อลดความเมื่อยล้าตา ปวดตา ปวดศีรษะ ใช้แก้วเช่นซึ่งจะช่วยให้การทำงานอย่างต่อเนื่องได้ดี แว่นตาเหล่านี้กรองแสงสีฟ้าที่ปล่อยออกมาจากแท็บเล็ต เดสก์ท็อป แล็ปท็อปและสมาร์ทโฟน รวมทั้งปรับความสว่างหน้าจอ ขนาดตัวอักษรและความคมชัดจนกว่าคุณจะพบการตั้งค่าที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

ทั้งหมดนี้คือการดูแลสุขภาพสายตาของคนในยุคใหม่อย่าง Computer Vision Syndrome เพื่อป้องกันปัญหาสายตาที่เกิดขึ้นได้หากใช้อุปกรณ์เหล่านี้เป็นเวลาต่อเนื่องกันนานๆ

เปลี่ยนตัวเองให้มีสุขภาพดี ด้วย 5 วิธีแบบง่ายๆ

เปลี่ยนตัวเองให้มีสุขภาพดี

การดูแลสุขภาพ บางคนก็บอกว่าง่าย ส่วนบางคนก็อาจจะคิดว่ายาก จริง ๆ แล้วในกระบวนการดูแลสุขภาพนั้น แต่ละคนย่อมที่จะมีเทคนิคที่แตกต่างกันออกไป บางคนเน้นที่จะเลือกรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ โดยเน้นผักและผลไม้เป็นหลัก บางคนเน้นที่จะออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ และเลือกรับประทานอาหารโดยนับตามแคลลอรี่ แต่ไม่ว่าจะใช้เทคนิคไหนก็ตาม ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องหันมาเน้นรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ เพื่อที่จะสามารถดูแลสุขภาพได้ดีมากยิ่งขึ้น และในเรื่องของการรับประทานอาหารเพื่อที่จะดูแลสุขภาพได้อย่างแท้จริง เราขอแนะนำ ดังนี้

เริ่มต้นเปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหาร

น้ำมันที่คุณนำมาใช้ในการปรุงอาหารนั้น คุณใช้น้ำมันอะไร แบบไหน? ในกรณีที่เราอยากจะแนะนำเพื่อให้คุณได้ดูแลสุขภาพโดยตรง เราขอให้คุณอย่าประหยัดเงินที่จะใช้ในการเลือกซื้อน้ำมัน โดยให้คุณเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาลงทุนยอมซื้อน้ำมันราคาแพงแต่มีประโยชน์อย่างแท้จริง อย่างเช่น น้ำมันมะกอก , น้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งคุณจะสามารถลดไขมันที่เป็นโทษต่อสุขภาพร่างกายได้ส่วนหนึ่งเลยทีเดียว

เน้นดื่มน้ำให้มากขึ้น

การดื่มน้ำให้มากขึ้นต่อวัน โดยค่อย ๆ ดื่มทีละนิด จิบทีละหน่อย แต่ต้องให้ได้ปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม ย่อมเป็นใบเบิกทางที่ดีในการดูแลสุขภาพของคุณ แต่ถ้าหากคุณทำได้ เราขอให้คุณดื่มน้ำวันละประมาณ 2 ลิตรเป็นอย่างต่ำ แต่ถ้าหากใครทราบว่าไตของตนเองทำงานผิดปกติ ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ว่าควรดื่มน้ำวันละเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม และไม่เป็นอันตรายต่อตัวคุณ

พยายามเสริมแคลเซียมให้กับตัวคุณ

การดื่มนมหรือแม้กระทั่งการรับประทานปลาตัวเล็กทั้งตัวและก้าง หรือแม้กระทั่งการเลือกกินผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว ย่อมสามารถที่จะเสริมสร้างแคลเซียมที่จำเป็นต่อร่างกายของคุณได้ ส่งผลทำให้ระบบประสาทสามารถทำงานได้ดี กล้ามเนื้อและกระดูกของคุณก็แข็งแรงอีกด้วย

จงเลิกกินขนมและของจุกจิก

ไม่ว่าจะเป็นโดนัท คุกกี้ หรือแม้กระทั่งเค้กหน้าสวย ๆ เย้ายวนใจ สิ่งเหล่านี้คุณควรลดปริมาณลง หรือถ้าจะให้ดีควรเลิกรับประทานไปเลยยิ่งดี ถ้าคุณรู้สึกหิวก็เลือกที่จะรับประทานผลไม้แทน นอกจากนี้คุณควรพยายามทำความรู้จักและเริ่มต้นรับประทานธัญพืชพร้อมทั้งข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน และ ลูกเดือยให้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้คุณคุ้นเคยไปกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพของคุณโดยตรง เพราะอาหารเหล่านี้ดีจริงต่อสุขภาพ เนื่องจากอุดมไปด้วยไฟเบอร์อย่างมากมาย ลดโรคภัยอันร้ายแรงได้หลากหลายโรคด้วยกัน